
(20 พฤษภาคม 2567) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศตัวเลขอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ไตรมาส 1/67 ขยายตัวเพียง 1.5% ซึ่งมาจากการท่องเที่ยวที่ยังขยายตัวได้สูง สภาพัฒน์ จึงได้ปรับคาดการณ์จีดีพี ในปี 2567 ลงเหลือเติบโต 2-3% หรือค่ากลางที่ 2.5% จากเดิมที่เคยคาดว่าจะเติบโต 2.2-3.2% โดยเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ถือว่าขยายตัว ได้ต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน
(22 พฤษภาคม 2567) นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากกรณีที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับลด คาดการณ์เศรษฐกิจไทย GDP ปีนี้เติบโต 2.5% หลังจาก GDP ไตรมาส 1 เติบโตเพียง 1.5% ว่าเป็นไปตามสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายคาดคาดการณ์อยู่แล้ว เนื่องจากเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่จากภัยคุกคาม ทั้งปัจจัยภายในประเทศและปัจจัยภายนอกประเทศนายกรัฐมนตรี จึงได้เร่งแก้ไขปัญหานโยบายเศรษฐกิจระยะสั้นอย่างเร่งด่วน โดยจะจัดการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจทุกวันจันทร์ เริ่มตั้งแต่วันจันทร์ที่ 27 พฤษภาคม 2567
(27 พ.ค. 67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ครั้งที่ 1/2567 ร่วมกับรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาหารือร่วมกันเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจ ที่เกิดขึ้นของประเทศไทยเพื่อหาแนวทางแก้ไขให้เศรษฐกิจของประเทศขับเคลื่อนได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ทั้งเรื่องของ GDP ที่ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ จาก 2.7 ก็คาดว่าจะเหลือ 2.5 โดยการหารือได้มีการพูดถึงการแก้ปัญหาทั้งการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว ระยะปานกลาง และเรื่องที่ต้องแก้ไขเฉพาะหน้า
ซึ่งปัญหาสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำ คือ กำลังการผลิตต่ำมาอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้บริโภคไม่มีกำลังซื้อเนื่องจากไม่มีรายได้ โดยทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าจำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระหว่างนี้ไปจนถึงช่วงปลายปีก่อนที่จะเริ่มโครงการดิจิทัลวอลเล็ต และมี 3 มาตรการสำคัญ คือ 1. เร่งการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ โดยเฉพาะงบลงทุน 2. กระตุ้นกำลังซื้อของพี่น้องประชาชน 3. เร่งเดินหน้าเรื่องการท่องเที่ยวเพราะรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นเครื่องจักรทางเศรษฐกิจเดียวที่จะให้ผลตอบแทนอย่างรวดเร็ว ทันที และแก้ปัญหาระยะสั้นได้
ครม. เห็นชอบมาตรการเพื่ออำนวยความสะดวกการตรวจลงตรา เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทย ทั้ง 3 ระยะ
(28 พ.ค. 67) รายได้จากการท่องเที่ยวเมื่อปี 2566 ประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท ปี 2567 นโยบายรัฐบาลจะเร่งเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวขึ้นไปไม่ต่ำกว่า 3.3 ล้านล้านบาท เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย กระทรวงการต่างประเทศได้รับนโยบายและดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ด้วยการกำหนดมาตรการเศรษฐกิจเชิงรุกอย่างเต็มรูปแบบ ในด้านของการอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติ ประเทศไทยไม่ได้มีการปรับปรุงมาตรการและแนวทางการตรวจลงตรามาเป็นระยะเวลา 22 ปี ปัจจุบันสถานการณ์โลกทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมได้เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์โลกในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องทบทวนมาตรการและแนวทางการตรวจลงตราให้มีความยืดหยุ่นและคล่องตัว เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบและการอำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทางเข้าประเทศไทย โดยมาตรการแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้
1. มาตรการระยะสั้น 5 มาตรการ (เริ่มใช้ 1 มิถุนายน 2567
เป็นต้นไป) ได้แก่
การให้สิทธิยกเว้นการตรวจลงตรา สามารถพำนักในประเทศไทยไม่เกิน 60 วัน เพื่อการท่องเที่ยว การติดต่อธุรกิจและการทำงานระยะสั้น จำนวน 93 ประเทศ เช่น ออสเตรเลีย ออสเตรีย เบลเยียม บาห์เรน บรูไน แคนาดา เช็ก เดนมาร์ก เอสโตเนีย ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เป็นต้น (เดิมพำนักได้ 30 วัน จำนวน 57 ประเทศ/ดินแดนตามประกาศกระทรวงมหาดไทยฯ)
ปรับปรุงรายชื่อประเทศที่ได้รับสิทธิตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa on Arrival: VOA) จำนวน 31 ประเทศ/ดินแดน เช่น อาร์เมเนีย บัลแกเรีย ภูฏาน โบลิเวีย จีน จอร์เจีย อินเดีย คาซัคสถาน เป็นต้น (เดิม จำนวน 19 ประเทศ)
เพิ่มการตรวจลงตราประเภทใหม่ Destination Thailand Visa (DTV) เพื่อให้คนต่างด้าวที่มีทักษะและทำงานทางไกลผ่านระบบดิจิทัล (remote worker หรือ digital nomad) ซึ่งประสงค์ จะพำนักในประเทศไทยเพื่อทำงานและท่องเที่ยวไปพร้อมกัน (workcation) สามารถพำนักในประเทศไทยได้ครั้งละไม่เกิน 180 วัน อัตราค่าธรรมเนียมการตรวจลงตรา 10,000 บาท อายุการตรวจลงตรา 5 ปี และมีสิทธิขยายระยะเวลาพำนักในประเทศไทยได้ 1 ครั้ง ไม่เกิน 180 วัน โดยชำระค่าธรรมเนียม 10,000 บาท และขอเปลี่ยนประเภทการตรวจลงตราในประเทศได้ โดยการตรวจลงตราเดิมจะสิ้นสุด
ปรับปรุงสิทธิสำหรับนักศึกษาต่างชาติที่เข้ามาเรียนระดับปริญญาตรีขึ้นไป ที่ได้รับการตรวจลงตรา Non-Immigrant Visa รหัส ED ขยายเวลาพำนักในประเทศไทยหลังสำเร็จการศึกษา 1 ปี เพื่อหางาน เดินทางท่องเที่ยว หรือทำกิจกรรม อื่น ๆ ในประเทศไทยได้ แทนที่จะต้องเดินทางออกนอกประเทศทันทีที่สำเร็จการศึกษา
เห็นควรให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการตรวจลงตราเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดนโยบายการตรวจลงตรา ของประเทศไทย
2. มาตรการระยะกลาง 3 มาตรการ (เริ่มใช้ 1 กันยายน – ธันวาคม 2567) ได้แก่
จัดกลุ่มและปรับลดรหัสกำกับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว (Non-Immigrant) จากเดิม 17 รหัส เหลือ 7 รหัส เริ่มดำเนินการภายในเดือนกันยายน 67
ปรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการรับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวระยะยาว (Long Stay) สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุที่ประสงค์ใช้ชีวิตบั้นปลายในประเทศไทย เริ่มดำเนินการภายในเดือนกันยายน 67 โดยการปรับลดเงินประกันสุขภาพสำหรับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว (Non-Immigrant) จากเดิมจำนวน 3,000,000 บาท ให้เหลือ 40,000 บาท สำหรับผู้ป่วยนอก และ 400,000 บาท สำหรับผู้ป่วยใน พร้อมเพิ่มประเทศ/ดินแดนที่คนต่างด้าวสามารถขอรับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว (Non-Immigrant) เพื่อพำนักระยะยาวในประเทศไทย
ขยายการเปิดให้บริการการตรวจลงตราอิเล็กทรอนิกส์ (e-Visa) ให้ครอบคลุมสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่และสำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทยทุกแห่งทั่วโลก ภายในเดือนธันวาคม ปี 2567 (เดิมให้บริการ 47 แห่งจากทั้งหมด 94 แห่ง) เป็นต้น
3. มาตรการระยะยาว (เริ่มใช้เต็มรูปแบบเดือนมิถุนายน 2568) เป็นการพัฒนาระบบ Electronic Travel Authorization (ETA) สำหรับกลุ่มคนต่างด้าวที่ได้รับสิทธิยกเว้นการตรวจลงตราเป็นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรองคนต่างด้าว โดยการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
ระยะที่ 1 เปิดระบบให้บริการภายในเดือนธันวาคม 2567 (ระบบ ETA ชั่วคราว) พร้อมระบบ e-Visa ที่จะครอบคลุม ทั่วโลก ซึ่งจะยกเว้นให้ผู้ถือหนังสือเดินทาง 3 สัญชาติ ได้แก่ ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย ที่เดินทางข้ามแดนทางบกไม่ต้องกรอกข้อมูลผ่านระบบ ETA
ระยะที่ 2 ภายในเดือนมิถุนายน 2568 เป็นระบบ ETA ที่สมบูรณ์ ซึ่งจะรวมระบบ e-Visa และระบบ ETA ไว้ในระบบเดียวกัน (Single Window Submission) โดยคนต่างด้าวที่ได้รับสิทธิการยกเว้นการตรวจลงตราจะต้องลงทะเบียนก่อนเข้าประเทศไทยทุกคน ซึ่งรวมทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ
ประโยชน์ที่ได้รับจากมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจ
1. จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่สามารถเดินทางเข้าประเทศไทยเพิ่มขึ้น ผ่านมาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา ประเภทใหม่ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2567 ซึ่งอยู่ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของฝั่ง อ่าวไทย เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการบรรลุเป้าหมายรายได้รวมจากนักท่องเที่ยวของรัฐบาล
2. กลุ่มต่างชาติที่มีศักยภาพ อาทิ digital nomad และกลุ่มอื่น ๆ สนใจเข้ามาพำนักในประเทศไทยทั้งเพื่อท่องเที่ยว และใช้เป็นสถานที่ทำงานทางไกล ซึ่งจะสร้างโอกาสให้กลุ่มที่มีศักยภาพเหล่านี้อาจพิจารณาประกอบธุรกิจในไทยในระยะยาว ส่งผลให้ไทยเป็นศูนย์รวมกลุ่มคนที่มีศักยภาพในด้านต่าง ๆ มาใช้ชีวิตและประกอบธุรกิจในไทย ช่วยสร้างและกระจายรายได้ รวมทั้งจะก่อให้เกิดการจ้างงานและการถ่ายทอดเทคโนโลยีมากขึ้น
3. สนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการศึกษานานาชาติ
โดยสถาบันอุดมศึกษาบางแห่งเริ่มเปิดภาคเรียนในเดือนมิถุนายน จึงส่งผลให้จำนวนนักศึกษาต่างชาติมีความสนใจเข้ามา
ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในประเทศไทย ในช่วงก่อนเริ่มปีการศึกษา 2567
ครม. เห็นชอบแผนการคลังระยะปานกลาง (ปีงบประมาณ 2568 - 2571)
แผนการคลังระยะปานกลาง (ปีงบประมาณ 2568 - 2531) ฉบับทบทวน ครั้งที่ 2 จากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลัง ได้ขอให้ ครม. อนุมัติใน 3 เรื่อง ได้แก่
1. สถานะและประมาณการเศรษฐกิจ ปรับลด GDP ของปี 2567 – 2571 ให้สอดคล้องกับประมาณการใหม่
• ปี 2567 เดิมฉบับที่ 1 คาดว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เสนอไว้ที่ 2.7 ครั้งที่ 2 นี้ปรับลงเหลือ 2.5
• ปี 2568 GDP ลดจาก 3.3 คาดว่า จะขยายตัวในช่วงร้อยละ
2.5 - 3.5 (ค่ากลางร้อยละ 3.0)
• ปี 2569 และ 2570 จากเดิมที่คาดการ GDP ไว้ 3.3 ลดเหลือ 3.2
• ปี 2571 และ 2572 จากเดิมที่คาดการ GDP ไว้ 3.2 ลดลงเหลือ3.0 ในปี 2571
• สำหรับอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในปี 2569 และ 2570 คาดว่าจะอยู่ในช่วงร้อยละ 0.9 -1.9 และช่วงร้อยละ 1.1 - 2.1 ส่วนในปี 2571 - 2572 มีแนวโน้มจะอยู่ในช่วงร้อยละ 1.3 - 2.3
2. สถานะและประมาณการการคลัง
• ปรับเพิ่มรายได้รัฐบาลสุทธิปีงบประมาณ 2567 เสนอให้มีการทบทวนรายได้เพิ่มอีก 10,000 ล้านบาท จากเดิม 2.787 ล้านล้านบาท เป็น 2.797 ล้านล้านบาท
• ปรับเพิ่มรายจ่ายปีงบประมาณ 2567 ขึ้นอีก 122,000 ล้านบาท เพิ่มจากงบประมาณที่ขอมาครั้งแรกปี 2567 จำนวน 3.48 ล้านล้านบาท เป็น 3.602 ล้านล้านบาท ตามลำดับ
• การขาดดุลทางการคลัง ปี 2567 เพิ่มขึ้น 112,000 ล้านบาท จากเดิมขาดดุลการคลัง 693,000 ล้านบาท เป็น 805,000 ล้านบาท
• ยอดหนี้สาธารณะคงค้าง จากเดิมหนี้สาธารณะต่อ GDP 65.12 ฉบับทบทวนเพิ่มเป็น 65.74
3. เป้าหมายและนโยบายการคลัง
การดำเนินนโยบายการคลังระยะปานกลาง ภาครัฐจะให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งเพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนทางการคลังในอนาคต โดยยังคงยึดหลักแนวคิด “Revival” ที่มุ่งเน้นสนับสนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเพื่อสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงการรักษาวินัยการเงินการคลัง (Fiscal Discipline) อย่างเคร่งครัด
รัฐบาลยังคงมุ่งเน้นการจัดทำงบประมาณรายจ่ายแบบขาดดุลในระยะสั้น เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและ มีเสถียรภาพ และมุ่งเน้นการปรับลดขนาดการขาดดุลให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในระยะปานกลาง ทั้งนี้ หากในระยะต่อไป ภาวะเศรษฐกิจไทยสามารถขยายตัวได้อย่างเต็มศักยภาพ ภาครัฐสามารถเสริมสร้างความเข้มแข็งทางการคลังทั้งทางด้านรายได้ รายจ่าย และหนี้สาธารณะได้ เป้าหมายการคลังในระยะยาวจะกำหนดให้รัฐบาลมุ่งสู่การจัดทำงบประมาณสมดุลในระยะเวลาที่เหมาะสม