
(27 พฤษภาคม 2567) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน การประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ครั้งที่ 1/2567 ร่วมกับรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นของประเทศไทยเพื่อหาแนวทางแก้ไขให้เศรษฐกิจของประเทศขับเคลื่อนได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ทั้งเรื่องของ GDP ที่ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ จาก 2.7 เหลือ 2.5 จึงกำหนด 3 มาตรการสำคัญ คือ
1. เร่งการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ โดยเฉพาะงบลงทุน
2. กระตุ้นกำลังซื้อของพี่น้องประชาชน
3. ส่งเสริมการท่องเที่ยว
ประชุม ครม.เศรษฐกิจ ครั้งที่ 2/2567
(10 มิถุนายน 2567) เนื่องจากเศรษฐกิจประเทศไทยที่ยังมีปัญหา โดย GDP เติบโตค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าหรือเพื่อนบ้าน
จึงร่วมกันหาแนวทางที่จะดำเนินการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทย
ซึ่งจากการประชุม ครม.เศรษฐกิจ ครั้งที่ 2/2567 ได้ตั้งเป้าหมายดัน GDP ปี 2567 ให้ขยายตัวขั้นต่ำ 3% ผ่านการเดินหน้า 3 มาตรการ สำคัญ ได้แก่
1. กระตุ้นการท่องเที่ยว โดยเพิ่มนักท่องเที่ยวต่างประเทศ 1 ล้านคน จาก 35.7 ล้านคน เพิ่มเป็น 36.7 ล้านคน ภายในสิ้นปี 2567 ซึ่งการดำเนินการสำคัญ คือ การทำให้นักท่องเที่ยวอยู่ในพื้นที่ได้นานขึ้น เพื่อเพิ่ม การจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ เช่น 55 จังหวัด เมืองน่าเที่ยว
2. เร่งรัดการลงทุนภาครัฐ เร่งการเบิกจ่ายจากร้อยละ 64 เป็น ร้อยละ 70 (เป้าหมายการเบิกจ่ายที่ร้อยละ 75) ในช่วง 4 เดือนที่เหลือของ ปีงบประมาณ (มิถุนายน – กันยายน 2567)
3. กระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน เร่งรัดให้นักลงทุนที่ได้รับการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนให้เริ่มลงทุนจริงให้ได้ภายในปีนี้ประมาณ 3 - 4 หมื่นล้านบาท
นายกฯ สั่งการ เร่งรัดเบิกจ่ายงบลงทุนหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจ
(11 มิถุนายน 2567) จากการประชุม ครม.เศรษฐกิจ ครั้งที่ 2/2567 กระทรวงการคลัง ได้หารือกับ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประมาณการว่างบลงทุนจะเบิกจ่ายได้ทันภายในปีงบประมาณนี้ 64% แต่ยังไม่เพียงพอที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ ต้องการเพิ่มขั้นต่ำเป็น 70% และตั้งเป้าหมายการเบิกจ่ายให้ได้ 75%
ข้อมูลของกรมบัญชีกลาง รายจ่ายลงทุน ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณจนถึงวันที่ 7 มิถุนายน 2567 มีอัตราการเบิกจ่ายอยู่ที่ร้อยละ 38.6 แต่ถ้ารวมการก่อหนี้ผูกพันด้วยจะมีอัตราการเบิกจ่ายอยู่ที่ร้อยละ 50.1 โดยสิ่งที่ต้องเร่งรัดมี 4 ส่วน ได้แก่
1. เร่งทำ PO หรือก่อหนี้ผูกพัน
2. เร่งเบิกจ่ายให้ได้ตามคาดการณ์ที่ร้อยละ 70
3. เร่งให้ได้ตามเป้าหมายที่ร้อยละ 75
4. เร่งเบิกจ่ายส่วนที่เหลือในไตรมาสที่ 4
ดังนั้น นายกรัฐมนตรี จึงสั่งการทุกหน่วยงานต้องเร่งการเบิกจ่าย
ให้มีเม็ดเงินจากการลงทุนของภาครัฐไหลเข้าไปในระบบเศรษฐกิจให้ได้เพิ่มขึ้น ถ้าเบิกจ่ายงบลงทุนได้เพิ่มได้ใน 4 เดือนข้างหน้า จาก 64%
เป็น 70% เพิ่มขึ้น 6% จะส่งผลทำให้ GDP เพิ่มขึ้นอีก 0.24%
ครม. เห็นชอบโครงการสินเชื่อ IGNITE THAILAND
(11 มิถุนายน 2567) นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม. มีมติเห็นชอบโครงการสินเชื่อ IGNITE THAILAND และอนุมัติงบประมาณวงเงิน 1,150 ล้านบาท จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี ในการดำเนินโครงการสินเชื่อ IGNITE THAILAND เพื่อสนับสนุน ให้ผู้ประกอบการ SMEs ใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรม สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบสถาบันการเงินได้อย่างเพียงพอ โดยให้ ธนาคารออมสิน เป็นเจ้าภาพ ในการปล่อยสินเชื่อ วงเงินสินเชื่อทั้งหมด 5,000 ล้านบาท มีสาระสำคัญของหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโครงการ ดังนี้
วัตถุประสงค์ : เพื่อสนับสนุนเงินทุนสำหรับเสริมสภาพคล่องหรือลงทุนปรับปรุง/ขยายกิจการให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs ในกลุ่มอุตสาหกรรมตามวิสัยทัศน์ IGNITE THAILAND 3 กลุ่ม ได้แก่ ศูนย์กลางการท่องเที่ยว (Tourism Hub) ศูนย์กลางการแพทย์และสุขภาพ (Wellness & Medical Hub) และศูนย์กลางอาหาร (Agriculture & Food Hub)
กลุ่มเป้าหมาย
1. ผู้ประกอบการ SMEs ที่เป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศ เป็นสัญชาติไทย ถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 ของทุนจดทะเบียน
2. เป็นผู้ประกอบธุรกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้
2.1 ศูนย์กลางการท่องเที่ยว (Tourism Hub)
2.2 ศูนย์กลางการแพทย์และสุขภาพ (Wellness & Medical Hub)
2.3 ศูนย์กลางอาหาร (Agriculture & Food Hub)
2.4 เป็น Supply Chain ของธุรกิจ ตามข้อ 2.1 - 2.3
ครม. อนุมัติให้มีการขยายไม่จำกัดเพียงนิยามของคำว่า SMEs ทีสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กำหนด เห็นควรขยายให้ วิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล และ Micro SMEs ที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล มีสิทธิด้วย แต่ต้องอยู่ใน 3 อุตสาหกรรม
3. ประกอบกิจการมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี และปัจจุบันยังประกอบกิจการ
4. มีความสามารถในการชำระหนี้ตามที่ธนาคารออมสินกำหนด
ทั้งนี้ เป็นการให้สินเชื่อใหม่แก่ลูกค้าเดิมหรือลูกค้าใหม่ และไม่ใช่ลูกหนี้
ที่โอนหนี้ (Refinance)
วงเงินสินเชื่อโครงการ : 5,000 ล้านบาท สำหรับลูกค้าแต่ละกลุ่ม ดังนี้
1. กลุ่มศูนย์กลางการท่องเที่ยว (Tourism Hub) วงเงิน 1,500 ล้านบาท
2. กลุ่มศูนย์กลางการแพทย์และสุขภาพ (Wellness & Medical Hub) วงเงิน 1,500 ล้านบาท
3. กลุ่มศูนย์กลางอาหาร (Agriculture & Food Hub) วงเงิน 2,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ ธนาคารออมสิน สามารถจัดสรรวงเงินในแต่ละกลุ่มได้ตามความเหมาะสม
วงเงินสินเชื่อต่อราย : ไม่เกินรายละ 10 ล้านบาท
ระยะเวลากู้ยืม : ระยะเวลากู้สูงสุดไม่เกิน 10 ปี ปลอดชำระเงินต้น (Grace Period) สูงสุดไม่เกิน 6 เดือน
ระยะเวลาการดำเนินงาน : ตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบจนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2568 หรือจนกว่าวงเงินสินเชื่อรวมในโครงการจะหมด แล้วแต่ระยะเวลาใดจะถึงก่อน โดยให้ธนาคารออมสินเบิกจ่ายสินเชื่อให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2569
การคิดอัตราดอกเบี้ยใน 2 ปีแรก อัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี ปีที่ 3 – 4
อัตราดอกเบี้ย MLR-1 ต่อปี ปีที่ 5 – 10 คิด MLR ต่อปี ในกรณีที่กู้โดย
ผู้กู้ SMEs มีหลักทรัพย์มาค้ำประกัน แต่ถ้าหลักทรัพย์ที่จะค้ำประกันไม่มีแล้วให้ บสย. มาช่วยค้ำประกัน ดอกเบี้ย 2 ปีแรก อัตราร้อยละ 2.5 ตั้งแต่ปีที่ 3 จะเป็นไปตามที่ธนาคารออมสินกำหนด
*** บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง ทำหน้าที่ค้ำประกันสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs (Small and Medium Enterprises) ที่ไม่มีหลักทรัพย์ หรือมีหลักทรัพย์ค้ำประกันไม่เพียงพอในการขอสินเชื่อจากธนาคาร เพื่อให้ได้วงเงินสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นตามความต้องการ
การค้ำประกันสินเชื่อของ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)
1. วงเงินค้ำประกันรวม 5,000 ล้านบาท
2. วงเงินค้ำประกันต่อรายไม่เกิน 10 ล้านบาท ซึ่งอยู่ภายใต้ข้อกำหนดหลักเกณฑ์การค้ำประกันสินเชื่อต่อรายและต่อกลุ่มลูกค้า (Single Guarantee Limit: SGL) ของ บสย. และการยื่นขอให้ค้ำประกันขั้นต่ำครั้งละไม่น้อยกว่า 200,000 บาท
3. อายุการค้ำประกันไม่เกิน 10 ปี
4. ระยะเวลารับคำขอค้ำประกันนับตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2568
5. ค่าธรรมเนียมการค้ำประกันในอัตราร้อยละ 1.75 ต่อปี ของวงเงินค้ำประกันสินเชื่อตลอดอายุการค้ำประกัน โดยรัฐบาลจ่ายค่าธรรมเนียมค้ำประกันสินเชื่อแทนผู้ประกอบการ SMEs ในปีที่ 1 - 2 อัตราร้อยละ 1.75 ต่อปี และปีที่ 3 - 4 อัตราร้อยละ 1 ต่อปี
6. บสย. จะจ่ายค่าประกันชดเชยตลอดการค้ำประกันสินเชื่อไม่เกินค่าธรรมเนียมการค้ำประกันสินเชื่อที่ได้รับจากผู้ประกอบการ SMEs รวมกับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาล รวมทั้งโครงการไม่เกิน อยละ 30
กรอบวงเงินงบประมาณ : จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี จำนวน 1,150 ล้านบาท ประกอบด้วย
1. ธนาคารออมสิน ขอรับงบประมาณชดเชยจากรัฐบาล เพื่อชดเชยต้นทุนเงิน ในอัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี เป็นระยะเวลา 2 ปี จำนวน 250 ล้านบาท (วงเงิน 5,000 ล้านบาท * ร้อยละ 2.5 ต่อปี * 2 ปี) โดยธนาคารออมสิน
จะทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ เพื่อขอรับการจัดสรรงบประมาณเป็นรายปีตามความเหมาะสมและความจำเป็น
2. บสย. ขอรับงบประมาณชดเชยจากรัฐบาล จำนวน 900 ล้านบาท เพื่อดำเนินการ
1) ชดเชยการจ่ายค่าประกันชดเชย จำนวน 625 ล้านบาท (5,000 ล้านบาท * ร้อยละ 12.5)
2) ชดเชยค่าธรรมเนียมการค้ำประกันสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs จำนวน 275 ล้านบาท (5,000 ล้านบาท * ร้อยละ 1 * 2 ปี + 5,000 ล้านบาท * ร้อยละ 1.75 * 2 ปี)
ประโยชน์ที่จะได้รับ
1. สนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SMEs ในกลุ่มอุตสาหกรรมตามวิสัยทัศน์ IGNTE THAILAND ได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบสถาบันการเงินได้อย่างเพียงพอ สำหรับการพัฒนาศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งจะเป็นกลไกในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ IGNITE THAILAND ของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม
2. มีผู้ประกอบการ SMEs ได้รับสินเชื่อเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 1,660 ราย (วงเงินสินเชื่อเฉลี่ย 3 ล้านบาทต่อราย)
3. ก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท (1 เท่า)
ครม. เห็นชอบมาตรการให้ความช่วยเหลือ SMEs ผ่านโครงการ PGS
(11 มิถุนายน 2567) ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises : SMEs) ผ่านโครงการค้ำประกันสินเชื่อ Portfolio Guarantee Scheme (โครงการ PGS) ระยะที่ 11 ตามที่กระทรวงการคลัง เสนอ และอนุมัติงบประมาณ 7,125 ล้านบาท จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรม
ที่รัฐบาลสนับสนุน และผู้ประกอบการ SMEs รายใหม่ที่ยังไม่เคยได้รับสินเชื่อในระบบสถาบันการเงิน และให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อ วงเงินทั้งหมด 50,000 ล้านบาท โดยใช้ บสย.เข้ามาค้ำประกัน
เนื่องจากโครงการ PGS ระยะที่ 11 เป็นการดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ดังนั้น จึงให้ บสย. พิจารณางดเก็บหรือเก็บค่าธรรมเนียมอื่น ๆ เช่น ค่าธรรมเนียมการจ่ายค่าประกันชดเชย ค่าจัดการค้ำประกัน ค่าดำเนินการค้ำประกันสินเชื่อ ด้วยความเหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อไม่ให้เป็นการเพิ่มภาระทั้งทางตรงและทางอ้อมกับผู้ประกอบการ SMEs และสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ
กระทรวงการคลัง เสนอมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ผ่านโครงการ PGS ระยะที่ 11 โดยมีสาระสำคัญของหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโครงการ ดังนี้
วัตถุประสงค์
1. เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบสถาบันการเงินได้อย่างเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจและช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่สถาบันการเงินในการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการ SME โดยให้ความช่วยเหลือครอบคลุม ทั้งผู้ประกอบการ SMEs และผู้ประกอบการรายย่อย
2. เป็นกลไกในการสนับสนุนศักยภาพด้านเงินทุนให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางเมืองแห่งอุตสาหกรรมระดับโลกตามที่รัฐบาลประกาศวิสัยทัศน์ IGNITE THAILAND 8 ด้าน ได้แก่ การท่องเที่ยว การแพทย์และสุขภาพ อาหาร การบิน การขนส่งของภูมิภาค การผลิตยานยนต์แห่งอนาคต เศรษฐกิจดิจิทัล และการเงิน
3. เป็นกลไกในการช่วยเหลือสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs กลุ่มเปราะบาง และผู้ประกอบการ SMEs ที่ประกอบธุรกิจทางด้านสนับสนุนสังคมและสิ่งแวดล้อม
วงเงินค้ำประกันโครงการ : 50,000 ล้านบาท โดย บสย. สามารถกำหนดเงื่อนไขวงเงินค้ำประกันสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการ SMEs
แต่ละกลุ่ม หรือแต่ละสถาบันการเงิน หรือโครงการย่อยแต่ละโครงการได้ตามความเหมาะสม
รูปแบบการค้ำประกัน : Portfolio Guarantee Scheme / Package Guarantee Scheme
ระยะเวลารับคำขอค้ำประกันสินเชื่อ : นับตั้งแต่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2568
อายุการค้ำประกันสินเชื่อ : ไม่เกิน 10 ปี
วงเงินค้ำประกันต่อราย : ไม่เกิน 40 ล้านบาทต่อรายรวมทุกสถาบันการเงิน ทั้งนี้ อยู่ภายใต้ข้อกำหนดหลักเกณฑ์การค้ำประกันสินเชื่อต่อรายและต่อกลุ่มลูกค้า (Single Guarantee Limit : SGL) ของ บสย. และการยื่นขอให้ค้ำประกันขั้นต่ำครั้งละไม่น้อยกว่า 10,000 บาท
ค่าธรรมเนียมการค้ำประสินเชื่อ : รวมทั้งโครงการเฉลี่ยไม่เกินร้อยละ 1.758 ต่อปี โดย บสย. จะรับผิดชอบไม่เกิน 30% ของ 50,000 ล้านบาท เท่ากับ 15,000 ล้านบาท และสามารถจัดสรรอัตราค่าธรรมเนียมการค้ำประกันสินเชื่อที่รัฐบาลจ่ายแทนผู้ประกอบการ SMEs ในแต่ละโครงการย่อยได้ตามความเหมาะสม
กรอบวงเงินค่าประกันชดเชยตลอดโครงการฯ : รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 15,000 ล้านบาท ประกอบด้วย
1. บสย. ขอรับเงินงบประมาณชดเชยจากรัฐบาลสำหรับการชดเชยค่าธรรมเนียมการค้ำประกันสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs และการชดเชยการจ่ายค่าประกันชดเชยจากรัฐบาลเป็นเงินรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 7,125 ล้านบาท (ร้อยละ 14.25 x 50,000 ล้านบาท)
2. รายได้จากค่าธรรมเนียมการค้ำประกันสินเชื่อในโครงการที่เรียกเก็บจากผู้ประกอบการ SMEs เฉลี่ยไม่เกินร้อยละ 1.75 ต่อปีของวงเงินค้ำประกันสินเชื่อในแต่ละปีตามรายรับที่เกิดขึ้นจริง เป็นจำนวนเงินไม่เกิน 7,875 ล้านบาท (ร้อยละ 15.75 x 50,000 ล้านบาท)
ผลเชิงเศรษฐกิจที่คาดว่าจะได้รับ
1. มีผู้ประกอบการ SMEs ได้รับสินเชื่อเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 76,900 ราย (เฉลี่ย 0.65 ล้านบาทต่อราย)
2. ก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินไม่ต่ำกว่า 60,000 ล้านบาท (1.2 เท่า)
โดยทั้ง 2 โครงการดังกล่าว ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้เป็น SMEs รายที่ซ้ำซ้อนกัน ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้ย้ำว่า “ทั้ง 2 โครงการนี้ถ้าผลลัพธ์ออกมาดี ขอให้ขยายวงเงินเพิ่ม โดยใช้รูปแบบเดิม”