ครม. อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567
งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำช่วงฤดูฝน
ปี 2567 และการกักเก็บน้ำเพื่อฤดูแล้งปี 2567/2568 วงเงิน 7,606.4972 ล้านบาท ตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เสนอ
เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ เพิ่มศักยภาพในการกักเก็บน้ำเพื่อฤดูแล้ง
ที่ผ่านมา (4 มิ.ย. 67) ครม. มีมติรับทราบหลักการของโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในช่วงฤดูฝน ปี 2567 และการกักเก็บน้ำเพื่อฤดูแล้ง ปี 2567/2568 ตามที่ กรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เสนอ หลักจากนั้น สทนช. ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดย ให้หน่วยงานเสนอแผนงานโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่สอดคล้องกับโครงการเพิ่มประสิทธิภาพฯ
ต่อมา สทนช. ได้ดำเนินการรวบรวม ตรวจสอบ และกลั่นกรองโครงการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด พบว่ามีแผนงานโครงการที่ต้องดำเนินการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อรองรับสถานการณ์ในช่วงฤดูฝน 2567 และการกักเก็บน้ำเพื่อฤดูแล้ง ปี 2567/2568 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล สามารถบรรเทาและป้องกันความเสียหายจากอุทกภัยและภัยแล้ง จำนวน 14,671 รายการ ในกรอบวงเงินงบประมาณ 36,681.7028 ล้านบาท ซึ่งที่ประชุม กนช. ได้เห็นชอบแล้ว เมื่อวันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา
ทั้งนี้ (25 มิ.ย. 67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นชอบในหลักการให้หน่วยรับงบประมาณ ดำเนินการตามโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในช่วงฤดูฝน ปี 2567 และการกักเก็บน้ำเพื่อฤดูแล้ง ปี 2567/2568 จำนวน 4 กระทรวง 9 หน่วยงาน จำนวน 2,668 โครงการ วงเงินงบประมาณ 7,606.4972 ล้านบาท โดยให้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น สามารถจำแนกตามกระทรวง ได้ดังนี้
1. กระทรวงมหาดไทย 2,035 โครงการ วงเงิน 2,341.6364 ล้านบาท
2. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 399 โครงการ วงเงิน 2,276.0510 ล้านบาท
3. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 233 โครงการ วงเงิน 2,987.2831 ล้านบาท
4. กระทรวงคมนาคม 1 โครงการ วงเงิน 1.5267 ล้านบาท
โดย สทนช. ได้ดำเนินการจัดทำรายละเอียดข้อมูลที่หน่วยงานของรัฐต้องเสนอพร้อมกับการขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรี ตามมาตรา 27
แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ภายใต้กรอบวงเงินที่นายกรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ และจะแจ้งให้หน่วยรับงบประมาณเร่งรัดดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพฯ ให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่กำหนด โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของทางราชการและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ
วัตถุประสงค์ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ในช่วงฤดูฝน ปี 2567 และการกักเก็บน้ำเพื่อฤดูแล้ง ปี 2567/2568
1. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ และเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือเตรียมพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัย ปี 2567
2. เพื่อซ่อมแซม/ปรับปรุงอาคารชลศาสตร์ ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน
3. เพื่อเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บน้ำเพื่อฤดูแล้ง ปี 2567/2568
5 กิจกรรมเร่งด่วน ได้รับงบประมาณดำเนินการทันทีภายใน 120 วัน
สำหรับแผนงานโครงการดังกล่าว แบ่งกิจกรรมไว้ 5 กิจกรรม เพื่อสรุป วิเคราะห์ กลั่นกรองและจัดกลุ่มแผนงานโครงการ ให้สอดคล้องกับการดำเนินการของแต่ละกิจกรรม ดังนี้
1) การซ่อมแซม/ปรับปรุงอาคารชลศาสตร์ บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การควบคุมการระบายน้ำและการกักเก็บน้ำ ให้เกิดประสิทธิภาพรองรับสถานการณ์น้ำหลาก เช่น ซ่อมแซม/ปรับปรุงพนังกันน้ำ คันกั้นน้ำ ประตูระบายน้ำ คลองส่ง/ระบายน้ำ อาคารบังคับน้ำ สถานีโทรมาตร เป็นต้น
2) การปรับปรุง แก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำ และกำจัดผักตบชวา ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำที่เกิดจากการก่อสร้างและ
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งสิ่งกีดขวางที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติที่เป็นอุปสรรคต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การระบายน้ำ การจัดการพื้นที่น้ำท่วม/พื้นที่ชะลอน้ำ เช่น การกำจัดผักตบชวา/วัชพืชน้ำ เป็นต้น
3) การขุดลอกคูคลอง เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ เช่น ขุดลอก คู คลอง ลำน้ำ แก้มลิง เป็นต้น
4) การเตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ เตรียมความพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือที่มีอยู่แล้วให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานรองรับสถานการณ์น้ำหลาก เช่น ซ่อมแซมเครื่องสูบน้ำ เป็นต้น
5) การเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเพื่อเก็บกักไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง จัดหาแหล่งน้ำเพื่อรองรับน้ำส่วนเกินในช่วงฤดูฝน สำรองไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งถัดไป เช่น สระ/อ่างเก็บน้ำ ระบบกระจายน้ำ ขุดเจาะบ่อบาดาล ปฏิบัติการฝนหลวง เป็นต้น
โดยทั้ง 5 กิจกรรม มีระยะเวลาดำเนินการ 120 วันนับตั้งแต่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ
ประโยชน์ที่ประชาชนและพื้นที่จะได้รับเมื่อดำเนินโครงการแล้วเสร็จ
• มีพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 125,113 ไร่
• มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นประมาณ 114.56 ล้านลูกบาศก์เมตร
• ประชาชนได้รับประโยชน์ 67,470 ครัวเรือน
• สามารถกำจัดผักตบชวา/วัชพืชน้ำได้ประมาณ 0.1463 ล้านตัน
• สามารถซ่อมแซม/ปรับปรุงอาคารชลศาสตร์ให้สามารถใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์ จำนวน 444 แห่ง
นายกฯ ย้ำ น้ำท่วม - น้ำแล้ง ถือเป็นวาระแห่งชาติ
นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำถึงสถานการณ์น้ำท่วม – น้ำแล้งถือเป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญ ซึ่งต้องมีการวางแผนทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยทุกหน่วยงานต้องมีการวางแผนกันให้รอบคอบ ทั้งนี้ได้เน้นถึงการทำงานของทุกหน่วยงานให้มีการประสานงานในการทำงานให้ดีขึ้น และมีความเป็นเอกภาพ มีการมองปัญหาเพื่อวางแผนการทำงานไปถึงอนาคตให้เกิดประสิทธิผลตามเป้าหมาย ซึ่งแม้ปัญหาเรื่องน้ำท่วมจะยังมีอยู่ แต่ขอให้เกิดขึ้นน้อยที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ รวมไปถึงเรื่องของการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาก็มีส่วนสำคัญ ดังนั้นการประสานงานร่วมกันของทุกหน่วยงานอย่างต่อเนื่องใกล้ชิดถือเป็นเรื่องหลักและสำคัญ