
รัฐบาลลุยปราบปรามยาเสพติด ใช้โมเดลน่าน - ร้อยเอ็ด ขับเคลื่อนสู่จังหวัดสีขาว ใน 90 วัน
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มอบนโยบายการบูรณาการแก้ไขปัญหายาเสพติดระยะเร่งด่วน ให้เห็นผลรูปธรรมภายใน 90 วัน โดยใช้กลยุทธ์ “ปลุก เปลี่ยน ปราบ”
กำหนดให้ปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ
(7 พ.ค. 67) ครม. เห็นชอบให้มีคณะกรรมการติดตามเร่งรัดดำเนินการป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งได้กำหนดพื้นที่ที่มีปัญหายาเสพติดรุนแรงทั้งหมด 25 จังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคใต้ตอนล่าง โดยมุ่งเน้นเห็นผลสำเร็จภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2567
โดย นายกฯ ได้กำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน บูรณาการความร่วมมือในการปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง พร้อมให้การสนับสนุน และให้รางวัลแก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้สำเร็จตามเป้าหมาย ในขณะเดียวกันก็จะมีบทลงโทษสำหรับเจ้าหน้าที่ที่บกพร่อง ละเลยในการปฏิบัติหน้าที่
ใช้กลยุทธ์ “ปลุก เปลี่ยน ปราบ”
เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาและลดความรุนแรงของปัญหายาเสพติดในระยะ 1 ปี ดังนี้
• ปลุก คือ การปลุกชุมชนให้เข้มแข็ง ลุกขึ้นมาต่อสู้กับปัญหายาเสพติดร่วมกับภาครัฐ ป้องกันตั้งแต่ระดับเยาวชน ผ่านหลักสูตรในสถาบันการศึกษา
• เปลี่ยน คือ เปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย ทำการ X-ray ชุมชนแล้วนำผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา ฟื้นฟูสมรรถภาพ และฝึกอาชีพ
• ปราบ คือ การปราบปรามนักค้ายาเสพติด สกัดกั้น ควบคุมการลักลอบนำเข้ายาเสพติด และใช้มาตรการ “ยึด อายัดทรัพย์สิน” เพื่อตัดวงจรการค้ายาเสพติด
นายกฯ เน้นย้ำ การแก้ปัญหายาเสพติดเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนและสำคัญของรัฐบาล
(2 ก.ค. 67) นายกฯ เน้นย้ำว่า เรื่องการแก้ปัญหายาเสพติดเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนและสำคัญของรัฐบาล ซึ่งได้มีการประชุมติดตามกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสั่งการไปแล้วหลายครั้ง เพราะการแพร่ระบาดของยาเสพติดโดยเฉพาะในวัยรุ่นและวัยทำงานเป็นปัญหาที่ทำลายกำลังสำคัญของชาติ ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบ บูรณาการ ระดมความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) หน่วยงานรัฐต่าง ๆ ภาคประชาชนในพื้นที่ ดำเนินการดังนี้
1. ทำการ X-ray ทุกพื้นที่ ด้วยการระดมกำลังตรวจปัสสาวะกลุ่มเสี่ยงที่มีอายุ 16 ปี ขึ้นไป ทุกคนในทุกหมู่บ้าน
2. แยกผู้เสพออกมารับการบำบัด และให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม โดย สำนักงาน ป.ป.ส. และ กระทรวงกลาโหม ขยายผลในการจับกุมผู้ขาย เพื่อดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด
3. ให้กระทรวงสาธารณสุข แยกแยะผู้เสพ ตามระดับความรุนแรง เพื่อการบำบัด รักษา และส่งคืนชุมชนเมื่อมีความพร้อม โดยให้กระทรวงสาธารณสุข มหาดไทย และกลาโหม ร่วมกันจัดหาสถานที่บำบัดให้เพียงพอ
4. ให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงแรงงาน ฝึกอาชีพ หางานให้ผู้บำบัด เพื่อให้มีรายได้เพียงพอกับการดำรงชีวิตก่อนส่งตัวคืนชุมชน และทำให้ไม่กลับไปเป็นผู้เสพอีก
5. การป้องกันผู้เสพใหม่ ให้ กระทรวงศึกษาธิการ และ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เร่งหามาตรการที่เหมาะสมในการสอดส่องดูแลไม่ให้ลูกหลานเสพยา และขอให้ทางโรงเรียนร่วมกันในการปลูกฝังค่านิยม “เด็กและเยาวชนต้องไม่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด”
6. ให้ สำนักงาน ป.ป.ส. เป็นเสนาธิการ ในการกำหนดเป้าหมายและ KPIs ที่ท้าทาย กำหนดมาตรการที่เหมาะสมให้กับจังหวัด พร้อมสนับสนุนการประสานงาน และทรัพยากรที่จำเป็นต่อไปและให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกับผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดต้องทำงานคู่กันอย่างใกล้ชิด
พร้อมกำชับให้ ครม. ช่วยกันสนับสนุนการกวาดล้างยาเสพติดให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งการป้องกัน ปราบปราม และบำบัด “เพราะไม่ว่าเราจะพัฒนาเรื่องต่าง ๆ ดีแค่ไหน แต่ถ้าคนของเรา ลูกหลานเราติดยา ประเทศก็คงเดินหน้าได้ยาก”
สั่งการทุกหน่วยงาน ชู น่าน - ร้อยเอ็ด โมเดลบูรณาการแก้ไขปัญหายาเสพติด ระยะเร่งด่วน 3 เดือน
นายกฯ ขอให้ทุกหน่วยงานมีส่วนร่วมในการป้องกันปราบปรามยาเสพติดให้หมดไป และขอให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง นำโครงการขจัดปัญหายาเสพติด อ.ท่าวังผา จ.น่าน และโครงการปราบปรามยาเสพติดระยะเร่งด่วน อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด มาเป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหา โดยทั้ง 2 โครงการเป็นความร่วมมือของทุกหน่วยที่บูรณาการร่วมกัน ในการขจัดยาเสพติดให้สิ้นไปจากพื้นที่รับผิดชอบ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ทุกหน่วยงานจะต้องร่วมใจกันในการแก้ไขปัญหา ผ่านนโยบายการบูรณาการแก้ไขปัญหายาเสพติด ระยะเร่งด่วน 3 เดือน ดังนี้
1. ให้ผู้ว่าราชการทุกจังหวัดเป็น CEO ในการขับเคลื่อนงานแก้ไขปัญหายาเสพติด ร่วมกับผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ทำให้ทุกภาคส่วนในพื้นที่ เกิดการขับเคลื่อนงานในการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดร่วมกัน
2. ปราบปรามยาเสพติด เพื่อตัดวงจรการค้ายาเสพติดรายสำคัญ ปฏิบัติการกวาดล้างนักค้ายาเสพติดในพื้นที่แพร่ระบาด เพิ่มประสิทธิภาพมาตรการสมคบ สนับสนุนช่วยเหลือ และยึด อายัดทรัพย์สินคดียาเสพติด ดำเนินการปราบปรามเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดอย่างจริงจังและเด็ดขาดและให้ความสำคัญกับการดำเนินการต่อข้อร้องเรียนของประชาชนโดยเร่งด่วน โดยขอให้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ป.ป.ส. กระทรวงกลาโหม
3. ลดความรุนแรงของปัญหายาเสพติด และลดความเดือดร้อนของประชาชนจากปัญหาผู้ที่มีอาการจิตเวชจากยาเสพติด โดยกำหนดให้เป็นความสำคัญเร่งด่วนของทุกจังหวัด โดยให้เป็นหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงมหาดไทย ร่วมกันค้นหาผู้ที่มีอาการจิตเวชจากยาเสพติด และให้กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงยุติธรรมนำไปเข้าบำบัดรักษา และให้มีระบบในการติดตามดูแล ช่วยเหลือ เฝ้าระวังภายหลังกลับสู่ชุมชน
4. ให้ทุกจังหวัด เร่งนำผู้เสพยาเสพติดเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา ตั้งแต่กระบวนการคัดกรอง บำบัดรักษา ส่งต่อตามกระบวนการให้แน่ใจว่าฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดได้สำเร็จ และที่สำคัญคือ การฟื้นฟูสภาพทางสังคม ให้การช่วยเหลือฝึกฝนด้านการงานอาชีพ การศึกษา โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนการดำเนินงานให้ผู้เสพยาเสพติดมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมถึงกระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย ต้องเข้ามาดูแลเพื่อให้บุคคลเหล่านี้ ที่ผ่านการบำบัดรักษาแล้วกลับมาใช้ชีวิตในสังคม มีงานทำเพื่อไม่ให้บุคคลเหล่านี้กลับไปสู่วงจรของยาเสพติดอีก
5. ให้ดำเนินการควบคุมปัจจัยเสี่ยง จัดระเบียบสังคมในพื้นที่สถานบันเทิง/สถานบริการ สถานประกอบการคล้ายสถานบันเทิง และบริเวณรอบสถานศึกษา โดยให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้ใช้เป็นแหล่งในการแพร่ระบาดยาเสพติด
6. เสริมสร้าง ปลุกพลังประชาชนให้ตื่นตัว และเข้าร่วมในการแก้ไขปัญหายาเสพติด สร้างมาตรการในชุมชน และมาตรการทางสังคมให้เป็นพลังต่อต้านยาเสพติดอย่างกว้างขวาง ทั้งในบทบาทของการป้องกัน การเฝ้าระวัง การดูแล ติดตาม ช่วยเหลือผู้ผ่านการบำบัดรักษา การรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน/ชุมชน รวมถึงการสร้างมาตรการให้ชุมชนดูแลด้วยกันเอง และปลูกฝังเยาวชนผ่านหลักสูตรการศึกษาให้เข้าใจถึงผลเสียของยาเสพติด
7. ขอให้ทุกจังหวัด เร่งสร้างการรับรู้ ประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชนได้รับรู้รับทราบ ถึงความตั้งใจ ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดของรัฐบาล โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ ประชาชนต้องมีความเชื่อมั่นและความพึงพอใจต่อการดำเนินงานป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดของรัฐบาล
โครงการท่าวังผาโมเดล ต้นแบบการบูรณาการจัดการปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดน่าน
(27 มิ.ย. 67) นายกฯ ลงพื้นที่ อ.ท่าวังผา จ.น่าน พร้อมคณะรับฟังศึกษาต้นแบบการบูรณาการจัดการปัญหายาเสพติดในพื้นที่ (ท่าวังผาโมเดล) โดยผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้สรุปผลการปฏิบัติการ x-ray ประชากรพื้นที่ อ.ท่าวังผา จ.น่าน ดำเนินการ x-ray แล้ว 22,736 คน คิดเป็นร้อยละ 99.78 พบสารเสพติด จำนวน 173 คน ไม่พบสารเสพติด 22,516 คน โดย 173 คน ที่ตรวจพบสารเสพติดส่งไปบำบัดรักษาที่โรงพยาบาลอำเภอ โรงพยาบาลจังหวัด และมินิธัญญารักษ์ อ.นาน้อย
ส่วนกลุ่มที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวได้ส่งตัวไปบำบัดต่อที่มณฑลทหารบก 38 กรณีผู้ค้า เจ้าหน้าที่ได้จับกุม ขยายผล และยึดทรพย์ต่อไป ทั้งนี้ จ.น่านตั้งเป้าภายในเดือนกันยายน 2567 จะต้องเป็นจังหวัดสีขาว ปลอดจากยาเสพติด โดย โครงการท่าวังผาโมเดล เป็นโครงการที่ครอบคลุมในเรื่องของการแก้ไขปัญหายาเสพติดทั้งระบบ เริ่มตั้งแต่การปราบปราม การฟื้นฟู และการบำบัด รวมถึงการนำผู้เสพ กลับมาฟื้นฟูคืนสู่สังคม ให้สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ
โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ต.อุ่มเม้า ต้นแบบการบูรณาการจัดการปัญหายาเสพติดในพื้นที่
จ.ร้อยเอ็ด
(28 มิ.ย. 67) นายกฯ ลงพื้นที่ รับฟังรายงานผลการปฏิบัติเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการแก้ไขปัญหายาเสพติด อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด โดย ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ดตั้งเป้าหมายว่า ภายในเดือนกันยายนปีนี้ จ.ร้อยเอ็ดจะเป็นจังหวัดสีขาว ปลอดยาเสพติด ซึ่งข้อมูลจากรายงานล่าสุดมีการตรวจคัดกรองกลุ่มเสี่ยงใน อ.ธวัชบุรี 170 กว่าคน พบว่ามี 18 คนที่มีผลเป็นบวกอยู่
ทั้งนี้ รัฐบาลเล็งเห็นว่าทั้งสองโครงการเป็นต้นแบบที่ดีและเหมาะสม ที่จะนำไปขยายผลสำเร็จในพื้นที่อื่นต่อไป โดยมีเป้าหมายสู่ความยั่งยืน ผ่านการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน และความร่วมมือจากทุกภาค หวังว่าจะเห็นปัญหายาเสพติดลดความรุนแรงลงตามเป้าหมายที่กำหนด ทำให้ประชาชนมีความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยจากปัญหายาเสพติดซึ่งถือเป็นเจตนารมณ์สูงสุดของรัฐบาล และประชาชนคนไทยทั้งประเทศ