ฟังวิทยุออนไลน์

ครม. เห็นชอบปรับปรุงหลักเกณฑ์โครงสร้างสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB Boost Up ของธนาคารออมสิน และ กษ. พักหนี้เกษตรกร 5 ปี

จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ก่อให้เกิดความเสียหายและส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและการประกอบอาชีพ ของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises : SMEs) ผู้ประกอบการรายย่อย และผู้ประกอบอาชีพอิสระ ทำให้ขาดรายได้และมีปัญหาด้านสภาพคล่อง ดังนั้น เพื่อให้ปัญหาได้รับการแก้ไขและบรรเทาลง คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังได้เสนอเรื่องการปรับปรุงหลักเกณฑ์การดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB Boost Up ของธนาคารออมสิน และรับทราบโครงการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยปี 2567 ภายใต้โครงการค้ำประกันสินเชื่อ Portfolio Guarantee Scheme ระยะที่ 11 (โครงการ PGS 11) เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับการฟื้นฟูกิจการ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
1. จัดสรรวงเงินจำนวน 50,000 ล้านบาท ภายใต้โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB Boost Up ของธนาคารออมสิน เพื่อนำมาช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย โดยขยายกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมทั้งผู้ประกอบการ SMEs ผู้ประกอบการรายย่อย และผู้ประกอบอาชีพอิสระ
- ธนาคารออมสินได้ออกมาตรการช่วยเหลือพักหนี้อัตโนมัติ พักจ่ายเงินต้นและไม่คิดดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 3 เดือน ช่วงเดือน ต.ค. - ธ.ค. 67 ให้กับสินเชื่อ SME ที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 10 ล้านบาท และสินเชื่อรายย่อยทุกประเภท
- สินเชื่อพัฒนากลุ่มอาชีพและสินเชื่อสวัสดิการจะสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและแบ่งเบาภาระลูกหนี้ธนาคารออมสินในพื้นที่ประสบภัยตามประกาศ จำนวนกว่า 110,000 บัญชี คิดเป็นเงินต้นรวมกว่า 43,000 ล้านบาท
- ธนาคารออมสินสนับสนุนแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้แก่สถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ ทั้งธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.01 ต่อปี เป็นระยะเวลา 2 ปี
- ปล่อยสินเชื่อให้แก่ผู้ที่ได้ผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ในอัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 3.5 ต่อปี เป็นระยะเวลา 2 ปี วงเงินต่อรายไม่เกิน 40 ล้านบาทรวมทุกสถาบันการเงิน
- ภายใต้วงเงินดังกล่าว ธนาคารออมสินสามารถปล่อยสินเชื่อให้แก่ผู้ที่ได้ผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยโดยตรงภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขเดียวกัน และสามารถจัดสรรวงเงินโครงการได้ตามความเหมาะสม
- สามารถยื่นขอสินเชื่อได้จนถึงวันที่ 30 ธ.ค. 67
2. โครงการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยปี 2567 ภายใต้โครงการ PGS 11 ของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs และผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยให้ได้รับสินเชื่อได้ อย่างเพียงพอและช่วยให้สถาบันการเงินมีความมั่นใจในการปล่อยสินเชื่อ
- บสย. จะจ่ายค่าประกันชดเชยตลอดโครงการนี้เพิ่มขึ้นเป็นไม่เกินร้อยละ 40 จากเดิมเฉลี่ยร้อยละ 30 โดยรัฐบาลจะจ่ายค่าธรรมเนียมค้ำประกันแทนผู้ประกอบการใน 3 ปีแรก
- หลังจากนั้น บสย. คิดค่าธรรมเนียมการค้ำประกันจากผู้ประกอบการร้อยละ 1.25 ต่อปี
- ระยะเวลาค้ำประกันไม่เกิน 10 ปี รับคำขอค้ำประกัน ถึงวันที่ 30 เม.ย. 68
- ผู้ประกอบการยังสามารถขอรับค้ำประกันสินเชื่อในโครงการย่อยอื่นภายใต้ โครงการ PGS 11 ได้ และเมื่อรวมวงเงินค้ำประกันของทุกสถาบันการเงินต้องไม่เกิน 40 ล้านบาทต่อราย
บสย. จัดโครงการ SMEs ฟื้นฟู No One Left Behind วงเงิน 1,000 ล้านบาท
บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ได้จัดเตรียมวงเงินค้ำประกันสินเชื่อให้กับ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยเพื่อฟื้นฟูกิจการหลังน้ำท่วม ในโครงการ SMEs ฟื้นฟู No One Left Behind วงเงิน 1,000 ล้านบาท ภายใต้โครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS 11 “บสย. SMEs ยั่งยืน” ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่ประสบอุทกภัยสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้น ผ่านกลไกการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. (สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ผู้ประสบอุทกภัย และ มีสถานประกอบการตั้งอยู่ในพื้นที่ 37 จังหวัด ตามประกาศของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ณ วันที่ 1 ต.ค. 67 หรือที่ ปภ. ได้มีประกาศเพิ่มเติมต่อไป)
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมที่จะออกมาตรการที่เหมาะสมมาดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที เพื่อไม่เกิดผลกระทบต่อการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นวงกว้างต่อไป
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
- ธนาคารออมสิน โทร. 02 299 8000 หรือสายด่วน 1115
- บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม โทร. 02 890 9999 และสำนักงานเขตในพื้นที่ หรือ ช่องทาง LINE OA TCG First: @tcgfirst
ครม. ขยายเวลาพักหนี้เกษตรกรอีก 5 ปี
คณะรัฐมนตรี (1 ต.ค. 67) มีมติเห็นชอบขยายระยะเวลาการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรตามโครงการแผนฟื้นฟูการเกษตร (ผกก.) และโครงการปรับโครงสร้างและระบบการผลิตการเกษตร (คปร.) (การแก้ไขปัญหาหนี้สินฯ) ออกไปเป็นระยะเวลา 5 ปี จากเดิมจะสิ้นสุดโครงการในวันที่ 30 ก.ย. 67 เป็นสิ้นสุดโครงการในวันที่ 30 ก.ย. 72 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ ทั้งนี้ สำนักงบประมาณ ยังขอให้ กษ. ติดตามและรายงานผลการชำระเงินคืนให้เสร็จสิ้นตามระยะเวลาที่กำหนดของโครงการต่อ ครม. ด้วย
ทั้งนี้ มติ ครม. เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 62 เห็นชอบการขยายระยะเวลาแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรตามโครงการปรับโครงสร้างและระบบการผลิตการเกษตรและโครงการแผนฟื้นฟูการเกษตร ออกไปเป็นระยะเวลา 5 ปี ซึ่งจะสิ้นสุดโครงการในวันที่ 30 ก.ย. 67 และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้งดคิดค่าบริหารสินเชื่อของต้นเงินกู้ทั้งหมด แต่เนื่องจากผลการดำเนินงานปรับโครงสร้างหนี้ของเกษตรกรตามมติ ครม. ดังกล่าว พบว่ายังคงมีเกษตรกรเป็นหนี้ จำนวน 21,968 ราย ต้นเงินกู้ จำนวน 558.55 ล้านบาท ซึ่งไม่สามารถชำระหนี้ได้หมดภายในวันที่ 30 ก.ย. 67 ดังนั้น เพื่อให้เกษตรกรได้มีเวลาในการชำระหนี้ เนื่องจากยังมีเกษตรกรบางส่วนที่มีความสามารถในการชำระหนี้ตามศักยภาพได้อย่างต่อเนื่องและเพื่อเป็นการรักษาวินัยการชำระหนี้ ของเกษตรกร ประกอบกับการขยายระยะเวลาดังกล่าวจะไม่ก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายงบประมาณเพิ่มขึ้นในอนาคต

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar