
(12 พ.ย. 2567) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ครม. มีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกา 2 ฉบับ ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ซึ่งประกอบด้วย 1. ร่างพระราชกฤษฎีกาโครงการอนุรักษ์และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติภายในอุทยานแห่งชาติตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 พ.ศ. .... และ 2. ร่างพระราชกฤษฎีกาโครงการอนุรักษ์และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเขตห้ามล่าสัตว์ป่าตามมาตรา 121 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 พ.ศ. .... ซึ่งเป็นเรื่องกฎหมายรองที่จะหมดวาระลงภายในวันที่ 27 พ.ย. 2567 นี้ และจะต้องรีบออกกฎหมายรองโดยเร็วที่สุด
โดยร่างพระราชกฤษฎีกาทั้ง 2 ฉบับนี้ ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ เป็นร่างพระราชกฤษฎีกาที่ ครม.ได้เคยมีมติอนุมัติหลักการเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2566 และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติได้มีการแก้ไขในส่วนบัญชีท้ายและแผนที่ท้ายจากร่างที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยเป็นการกำหนดให้มีโครงการอนุรักษ์และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติภายในอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเขตห้ามล่าสัตว์ป่า เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ไม่มีที่ดินทำกินและได้อยู่อาศัยหรือทำกินในอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่าที่มีการประกาศกำหนดมาก่อนวันที่พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ใช้บังคับ สามารถอยู่อาศัยหรือทำกินในพื้นที่นั้นเพื่อการดำรงชีพต่อไปได้โดยรัฐไม่ได้ให้สิทธิในที่ดินนั้นแต่อย่างใด และบุคคลดังกล่าวต้องมีหน้าที่ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ให้มีความสมบูรณ์และมีระบบนิเวศที่เหมาะสม
โดยร่างพระราชกฤษฎีกาทั้ง 2 ฉบับมีสาระสำคัญ ดังนี้
1. กำหนดให้มีการอนุรักษ์และรักษาทรัพยากรธรรมชาติภายในอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ในระยะเวลา 20 ปีนับตั้งแต่วันที่พระราชกฤษฎีกามีผลบังคับใช้ เพื่อให้ประชาชนอยู่อาศัยและมีพื้นที่ทำกินในพื้นที่ดังกล่าว โดยในวันที่กฎหมายดังกล่าวบังคับใช้แล้วแต่กรณี ประชาชนที่อยู่อาศัยและทำกินเป็นการชั่วคราวจะมีการกำหนดพื้นที่อยู่อาศัยและทำกินอย่างชัดเจนโดยไม่มีการขยายพื้นที่อีก
2. กำหนดให้โครงการดำเนินการในพื้นที่ตามที่ระบุไว้ในบัญชีแนบท้ายของพระราชกฤษฎีกา โดยกำหนดให้มีการจัดทำโครงการอนุรักษ์และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติภายในอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ภายในอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตห้าม ล่าสัตว์ป่า จำนวน 6 แห่ง ซึ่งมีความสอดคล้องกับผลการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน 1 : 4000 (One Map) ที่ได้ข้อยุติไปแล้ว ซึ่งมีอุทยานแห่งชาติจำนวน 4 แห่ง ประกอบด้วย อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์, อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี, อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น จังหวัดจันทบุรี และอุทยานแห่งชาติตาดหมอก จังหวัดเพชรบูรณ์ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จำนวน 1 แห่ง คือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูผาแดง จังหวัดเพชรบูรณ์ รวมถึงเขตห้ามล่าสัตว์ป่าอีก 1 แห่ง คือเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี
3. ผู้ที่อยู่อาศัยหรือทำกินภายใต้โครงการจะต้องเป็นผู้ที่มีรายชื่อตามผลสำรวจการถือครองที่ดินของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ไม่เกินครอบครัวละ 20 ไร่ ในกรณี 2 ครอบครัวขึ้นไปที่ทำกินร่วมกันในสถานที่หรือพื้นที่ทำกินเดียวกัน ให้อยู่อาศัยหรือทำกินได้ไม่เกิน 40 ไร่
4. ผู้ที่อยู่อาศัยหรือทำกินภายใต้โครงการ แบ่งเป็น 1. ผู้ครอบครองที่ดิน และ 2. สมาชิกในครอบครัวหรือครัวเรือน โดยจะต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม เช่น มีสัญชาติไทย ไม่มีที่ดินทำกินหรือที่อยู่อาศัย และไม่เคยต้องคำพิพากษาจนถึงที่สุดในความผิดเรื่องการทำลายป่าหรือการล่าสัตว์ป่า
5. ผู้ครอบครองที่ดินจะโอนการครอบครองหรือยินยอมให้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่สมาชิกในครอบครัวหรือครัวเรือนเข้ามาอยู่อาศัยหรือทำกินไม่ได้
6. ผู้ที่อยู่อาศัยหรือทำกินภายใต้โครงการ มีหน้าที่อนุรักษ์ ฟื้นฟู และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพ
ครม. มอบหมายให้ คณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ และ ทส. ร่วมมือกันจัดตั้ง คกก. เพื่อทบทวน ดูแล และแก้ไขปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
นายภูมิธรรม เวชชยชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า เรื่องนี้ได้เสนอกฤษฎีกาไปแล้ว และคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบตามนี้แล้ว แต่ยังคงมีปัญหาและข้อขัดแย้งอยู่บ้าง ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้มา 5 ปีแล้ว เพราะฉะนั้นก็ได้เวลาที่จะทบทวน คณะรัฐมนตรีจึงมอบหมายให้คณะกรรมการที่ดินแห่งชาติและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมมือกันจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อทบทวน ดูแล และแก้ไขปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้ต่อไป ส่วนกรณีผู้ไร้สัญชาติที่มีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องจำนวน 4 แสนราย ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติรับรองแล้วเป็นผู้ที่ได้อยู่อาศัยใน 6 พื้นที่ที่กำหนด ส่วนที่เหลือจะดำเนินการต่อไป
ด้าน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะรองประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือพีมูฟ แถลงว่า ก่อนจะนำร่างพระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับเข้าสู่ที่ประชุมครม. รัฐบาลได้ทำความเข้าใจกับประชาชนผู้มาร้องสิทธิ์ โดยที่ประชุมได้ผ่านความเห็นชอบพระราชกฤษฎีกา 2 ฉบับ นี้ ซึ่งมีสาระสำคัญคือการช่วยเหลือประชาชนที่ไม่มีที่ดินทำกินและสามารถอาศัยอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรือในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าได้ โดยประชาชนเหล่านั้นไม่มีสิทธิ์ในที่ดินทำกิน เพราะฉะนั้นจะมีอยู่พื้นที่จังหวัดจันทบุรี ลพบุรี และ เพชรบูรณ์ และเรื่องนี้รัฐบาลได้ทำความเข้าใจกับประชาชนถึงสิทธิ์ที่จะได้มาโดยตลอด
นายประเสริฐ กล่าวว่า นายภูมิธรรม ได้สั่งการในที่ประชุมครม. ให้รีบดำเนินการแก้ไข พ.ร.บ. วนอุทยานแห่งชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายแม่ มาแก้ไขกฎหมายอีกสองฉบับให้สมบูรณ์ขึ้น มอบหมายให้คณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ดำเนินการให้เสร็จโดยเร็ว ขณะนี้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาของประชาชน ซึ่งโครงการ และพระราชกฤษฎีกาทั้ง 2 ฉบับนี้เป็นประโยชน์กับประชาชน
เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวถึงเหตุผลในการตราพระราชกฤษฎีกา 2 ฉบับนี้
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวถึงเหตุผลในการตราพระราชกฤษฎีกา 2 ฉบับนี้ หลักการสำคัญคือเพื่อให้คนที่ขณะนี้อยู่ในป่าสามารถทำมาหากิน และอยู่อาศัยในพื้นที่ได้ระหว่างที่ตรวจสอบหรือพิสูจน์สิทธิในที่ดิน ว่าตกลงพวกเขาอยู่มาก่อนหรืออยู่หลังประกาศเขตอุทยานฯ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตห้ามล่าสัตว์ป่า
ซึ่งตามกฏหมายเดิมระบุว่า ใครก็ตามอยู่ในพื้นที่ป่าจะต้องมีความผิดทางอาญาสถานเดียว ทำให้เกิดปัญหาระหว่างพี่น้องประชาชนกับหน่วยงานราชการเสมอมา จึงมีการแก้ไขกฎหมายสองฉบับนี้ในปี 2562 โดยมีการกำหนดกฎบทเฉพาะกาลว่า ประชาชนที่อยู่ระหว่างการพิสูจน์สิทธิ สามารถอยู่อาศัยทำมาหากินระหว่างมีการพิสูจน์สิทธิได้โดยไม่เป็นความผิดอาญา นี่คือหัวใจสำคัญของพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้
นายปกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า พระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับนี้ไม่ได้ตัดสิทธิพี่น้องประชาชนเพื่อพิสูจน์สิทธิ และไม่ได้เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่เป็นการบรรเทาความผิดจากสิ่งที่เกิดขึ้นจากกฎหมายเก่า ดังนั้น พี่น้องประชาชนสามารถอยู่ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย และสามารถทำมาหากินได้ตามปกติไม่ถือเป็นความผิดทางอาญาอีกต่อไป แต่ระหว่างนั้นจะมีการพิสูจน์สิทธิ โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะมีแนวทางการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง
เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวทิ้งท้ายว่า “หลักการจริง ๆ คือ การที่คนอยู่กับป่าได้อย่างมีความสุขถูกต้องตามกฎหมาย เราไม่ได้คิดเหมือนระบบดั้งเดิมว่าใครก็ตามที่อยู่ในป่าแล้วจะมีความผิดตลอดเวลา เป็นการอยู่เพื่อพิสูจน์สิทธิหากเขาอยู่ในที่ดินนั้นมาก่อนที่จะมีการประกาศเขตอุทยานฯ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตห้ามล่า หากพิสูจน์ได้ทางราชการก็ต้องเพิกถอนพื้นที่ที่เขาอยู่ออกจากการเป็นเขตอุทยานฯ เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่า และเขตห้ามล่า"