ฟังวิทยุออนไลน์

หนี้สาธารณะของไทยปัจจุบัน 31 ส.ค. 67 อยู่ที่ 11.7 ล้านล้านบาท ยังอยู่ในกรอบฯ ไม่เกินร้อยละ 70

“หนี้สาธารณะ” หมายถึง “การกู้ยืมเงินของรัฐบาล เมื่อรัฐบาลมีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย 
จึงจําเป็นต้องกู้เงินมาใช้จ่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลของประเทศกําลังพัฒนา แต่เดิมมักมีมุมมองเกี่ยวกับการก่อหนี้ยืมสินไปในทางที่ไม่ดี ครัวเรือนใดมีหนี้สินล้นพ้นตัวแสดงว่าฐานะการเงินไม่ดี สังคมอาจไม่ยอมรับนับถือ ประเทศใดมีหนี้สินอยู่มากแสดงว่าฐานะทางเศรษฐกิจไม่มั่นคงและอาจจะล้มละลายได้ ปัจจุบันแนวความคิดเหล่านี้เริ่มเปลี่ยนไป ผู้ที่ดําเนินธุรกิจเพียงเท่าที่มีทุนธุรกิจอาจไม่เจริญก้าวหน้า แต่ถ้ากู้เงินธนาคารมาลงทุนขยายกิจการตามโครงการอย่างรอบคอบแล้ว กิจการก็อาจจะเจริญก้าวหน้าจนสามารถชําระหนี้คืนและขยายกิจการให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
ประเทศชาติก็ทํานองเดียวกัน รัฐบาลอาจมีความจําเป็นต้องใช้จ่ายเงิน เพื่อพัฒนาประเทศลงทุนสร้างถนนหนทางไฟฟ้า ประปา และพลังงานต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนขยายการลงทุนในกิจการต่าง ๆ ทําให้ประชาชนมีงานทํา มีรายได้สูงขึ้นเมื่อรายได้ประชาชาติเพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลก็จะสามารถเก็บภาษีเงินได้จากประชาชนเพิ่มขึ้นเพื่อชําระหนี้คืน รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ทั้งที่พัฒนาแล้ว และกําลังพัฒนาต่างก็มีหนี้สาธารณะอยู่เป็นจํานวนไม่น้อย หนี้สาธารณะนี้เราจะมองได้ทั้ง 2 ด้าน คือ เมื่อรัฐบาลยืมเงินเข้ามาก็จัดเป็นรายรับของรัฐบาลทางหนึ่ง และเมื่อหนี้ถึงกําหนดชําระรัฐบาลก็ต้องตั้งเป็นงบประมาณรายจ่ายเพื่อชําระหนี้การก่อหนี้สาธารณะของรัฐบาลจึงมีผลต่อเศรษฐกิจส่วนรวมของประเทศ
สาระสำคัญ 3 ข้อ ของรายงานสถานะของหนี้สาธารณะ ที่ รมว.คลัง เสนอต่อที่ประชุม ครม.
คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานสถานะของหนี้สาธารณะตามมาตรา 35 (1) แห่งพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2567 ตามที่นายพิชัย ชุณหวชิร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ เสนอ
ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้
1. สถานะของหนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2567 มีจำนวน 11,728,149.06 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 64.02 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ [Gross Domestic Product (GDP)] ซึ่งยังอยู่ในกรอบการบริหารหนี้สาธารณะที่กำหนดให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ไม่เกินร้อยละ 70 โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้
รายการ    หนี้สาธารณะ (ล้านบาท)
ณ วันที่ 31 ส.ค. 2567    ร้อยละต่อ GDP
(1) หนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง    9,781,833.59    53.39
(2) หนี้ที่รัฐบาลกู้เพื่อชดใช้ความเสียหายให้แก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF)    583,627.00    3.19
(3) หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน    1,060,739.48    5.79
(4) หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงินโดยมีรัฐบาล
ค้ำประกัน    189,254.59    1.03
(5) หนี้หน่วยงานของรัฐ    112,694.10    0.62
รวมข้อ 1-5    11,728,149.06    64.02

2. พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 กำหนดสัดส่วน เพื่อใช้เป็นกรอบในการบริหารหนี้สาธารณะ ประกอบด้วย 4 ข้อ ดังนี้
(1) สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ไม่เกินร้อยละ 70
(2) สัดส่วนภาระหนี้ของรัฐบาลต่อประมาณการรายได้ประจำปีงบประมาณไม่เกินร้อยละ 35 
(3) สัดส่วนภาระหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศต่อหนี้สาธารณะทั้งหมดไม่เกินร้อยละ 10 
(4) สัดส่วนภาระหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศต่อรายได้จากการส่งออกสินค้าและบริการ ไม่เกินร้อยละ 5
ทั้งนี้ สถานะสัดส่วนหนี้ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2567 โดยมีรายละเอียด ดังนี้
สัดส่วน    กรอบในการบริหารหนี้สาธารณะ    สถานะ ณ 
วันที่ 31 มี.ค. 2567
(1) สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP    ไม่เกินร้อยละ 70    ร้อยละ 63.67
(2) สัดส่วนภาระหนี้ของรัฐบาลต่อประมาณการรายได้ประจำปีงบประมาณ    ไม่เกินร้อยละ 35
    ร้อยละ 19.01
(3) สัดส่วนภาระหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศต่อหนี้สาธารณะทั้งหมด    ไม่เกินร้อยละ 10
    ร้อยละ 1.23
(4) สัดส่วนภาระหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศต่อรายได้จากการส่งออกสินค้าและบริการ    ไม่เกินร้อยละ 5
    ร้อยละ 0.05

จากตารางด้านบน สถานะสัดส่วนหนี้ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2567 มีสถานะอยู่ภายใต้กรอบในการบริหารหนี้สาธารณะที่กำหนดและเป็นประโยชน์ต่อการรักษาวินัยทางการคลังของประเทศ ซึ่งแสดง
ให้เห็นว่า การก่อหนี้และการบริหารหนี้สาธารณะของรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐกระทำด้วยความรอบคอบ และคำนึงถึงความคุ้มค่า ความสามารถในการชำระหนี้การกระจายภาระการชำระหนี้ เสถียรภาพและความยั่งยืนทางการเงินการคลัง ตลอดจนความน่าเชื่อถือของประเทศ
หมายเหตุ : พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 51 กำหนดให้ กระทรวงการคลังรายงานสัดส่วนหนี้ตามมาตรา 50 ที่เกิดขึ้นจริงต่อคณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐเพื่อทราบภายใน 60 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนมีนาคมและกันยายนของทุกปี

3. การกู้เงินของรัฐบาลแม้จะทำให้มีหนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้น แต่กลับมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการกู้เงินดังกล่าวจะถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ดังนี้
•    กระตุ้นเศรษฐกิจ วางรากฐานการพัฒนา
•    สร้างรายได้และเร่งรัดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่กระจายไปทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยเป็นการลงทุนด้านคมนาคม สาธารณูปการ และการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเป็นสำคัญ
•    เพื่อกระจายความเจริญ ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม
•    ขยายโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
•    เพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งมีส่วนช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นและเศรษฐกิจของประเทศขยายตัว
    อย่างไรก็ดี การเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป จะทำให้สัดส่วนของหนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ โดยกระทรวงการคลัง ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการหนี้สาธารณะเพื่อสนับสนุนการลงทุนและการดำเนินมาตรการทางการคลัง รวมทั้งการชำระหนี้อย่างเคร่งครัดและครบถ้วนตามกรอบการบริหารจัดการหนี้สาธารณะ


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar