
คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านผู้สูงอายุ เพิ่มเติมจากผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการ ไปยังกลุ่มสูงอายุจำนวนไม่เกิน 4 ล้านคน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ โดยเป็นผู้ที่ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ (ตามมติ ครม. 23 เม.ย. 67 ) มีสัญชาติไทยอายุตั้งแต่ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ 15 ก.ย. 67 มีคุณสมบัติเฉพาะ เช่น ไม่เป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินเกิน 840,000 บาท (ปีภาษี 2566) ไม่มีเงินฝากรวมกันเกิน 500,000 บาท ณ วันที่ 30 มิ.ย. 67 ไม่อยู่ในสถานสงเคราะห์ในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ณ วันที่ 30 พ.ย. 67 และไม่ซ้ำซ้อนกับกลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการ โดยขอให้ดำเนินการผูก พร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวประชาชนเพื่อรับสิทธิฯ ซึ่งจะเร่งจ่ายเงินครั้งแรกภายในเดือนมกราคม 2568
รายละเอียด
โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านผู้สูงอายุ
(24 ธ.ค. 67) นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านผู้สูงอายุ การดำเนินโครงการดังกล่าวเป็นการขยายผลกลุ่มเป้าหมายเพิ่มเติมจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2567 ผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย ควบคู่กับการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพให้แก่กลุ่มเปราะบางให้ครอบคลุมกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ผู้สูงอายุจะสามารถใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตตามความจำเป็นของตน ทั้งยังส่งผลต่อการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้เพิ่มเติม และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว
นอกจากนี้การดำเนินโครงการฯ จะช่วยส่งเสริมความอยู่ดีมีสุข (Well-being) ของผู้สูงอายุที่ดีขึ้นอย่างรอบด้าน เช่น สุขภาพอนามัย สภาพความเป็นอยู่ มาตรฐานการดำรงชีวิต ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวและชุมชน เป็นต้น
สาระสำคัญของโครงการฯ
1. วัตถุประสงค์: เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของผู้สูงอายุให้มีโอกาสเข้าถึงการใช้จ่ายที่จำเป็นในการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งยังช่วยเพิ่มการบริโภคที่จะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบและกระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ
2. กลุ่มเป้าหมาย: ผู้ที่ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2567 สำเร็จ ที่มีสัญชาติไทยและมีอายุตั้งแต่ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ 15 กันยายน 2567 (เกิดก่อนหรือในวันที่
16 กันยายน 2507) และมีคุณสมบัติเพิ่มเติม ดังนี้
2.1 ไม่เป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินเกิน 840,000 บาท สำหรับปีภาษี 2566
2.2 ไม่เป็นผู้ที่มีเงินฝากรวมกันเกิน 500,000 บาท ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2567
2.3 ไม่เป็นผู้อยู่ในสถานสงเคราะห์ในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2567
2.4 ไม่เป็นผู้ต้องขัง 4 ประเภท ได้แก่ นักโทษเด็ดขาด ผู้ต้องขังระหว่าง ผู้ต้องกักขัง และผู้ต้องกักกัน ตามฐานข้อมูลของกรมราชทัณฑ์ ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2567
2.5 ไม่เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับเงินตามโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 ผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการ
ทั้งนี้ ประมาณการจำนวนกลุ่มเป้าหมาย จำนวนไม่เกิน 4 ล้านคน
เริ่มทยอยจ่ายเงิน 10,000 บาท ภายใน ม.ค. 68
สำหรับการดำเนินการโครงการฯ กระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลาง จะเริ่มทยอยจ่ายเงินจำนวน 10,000 บาทต่อคน โดยจะเร่งจ่ายเงินครั้งแรกภายในเดือนมกราคม 2568 ผ่านบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชนของกลุ่มเป้าหมาย
ในกรณีที่จ่ายเงินให้แก่กลุ่มเป้าหมายไม่สำเร็จในครั้งแรก จะมีการดำเนินการจ่ายเงินซ้ำ (Retry) ให้แก่กลุ่มเป้าหมายดังกล่าวจำนวน 3 ครั้ง เมื่อพ้นกำหนดการ Retry ครั้งที่ 3 แล้ว รัฐจะยุติการจ่ายเงินให้แก่กลุ่มเป้าหมาย และถือว่ากลุ่มเป้าหมายไม่ประสงค์รับเงินภายใต้โครงการฯ
คาดเม็ดเงินทำ GDP ขยายตัวร้อยละ 0.07 - 0.1 ต่อปี
นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุด้วยว่า ผู้สูงอายุตามกลุ่มเป้าหมายของโครงการฯ เป็นกลุ่มที่ผ่านการคัดกรองแล้วว่ามีสถานภาพด้านรายได้และเงินฝากค่อนข้างจำกัด จึงถือเป็นผู้ที่ค่อนข้างมีความเปราะบางที่มีความโน้มเอียงหน่วยสุดท้ายในการบริโภค (Marginal Propensity to Consume: MPC) สูงกว่ากลุ่มประชากรที่มีรายได้สูง ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่จะใช้จ่ายเงินหมดทั้งจำนวน ทั้งนี้ คาดว่าการดำเนินโครงการฯ จะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 0.07 - 0.1 ต่อปี เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีโครงการฯ
โดยเน้นย้ำให้กลุ่มเป้าหมายตามโครงการฯ ดำเนินการตรวจสอบบัญชีธนาคารที่ผูกพร้อมเพย์กับเลขประจำตัวประชาชนว่ายังสามารถใช้งานได้หรือไม่ หรือหากยังไม่ได้ผูกพร้อมเพย์ขอให้ดำเนินการผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวประชาชนเพื่อรับสิทธิตามโครงการฯ
หน่วยงานที่รับผิดชอบ-แนวทางปฏิบัติ
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านผู้สูงอายุ (โครงการฯ) โดยมอบหมาย กระทรวงการคลัง ดำเนินโครงการฯ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเกิดประสิทธิภาพ
2. อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 งบกลางรายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ จำนวนไม่เกิน 40,000 ล้านบาท โดยจัดสรรให้แก่สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง (สป.กค.) สำหรับการดำเนินโครงการฯ ตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ พ.ศ. 2567 ต่อไป
3. เห็นชอบในหลักการการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินที่กลุ่มเป้าหมายได้รับตามโครงการฯ และมอบหมายให้ กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพากรพิจารณาดำเนินการยกร่างกฎหมายและเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
4. มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้
หน่วยงาน การมอบหมาย
สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล(องค์การมหาชน) (สพร.)นำส่งฐานข้อมูลผู้ที่ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ ตามมติ ครมเมื่อวันที่ 23 เม.ย. 67 สำเร็จ ที่มีสัญชาติไทยและมีอายุตั้งแต่ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ 15 กันยายน 2567 ซึ่งได้รับการตรวจสอบข้อมูลสัญชาติและอายุกับกรมการปกครองแล้วให้แก่ สป.กค. ในโอกาสแรก และเห็นควรมอบหมายให้กรมการปกครองสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าวแก่ สพร. ด้วย
สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง (สป.กค.) เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (Data Controller) และผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Data Processor) ในการดำเนินโครงการให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
กรมการปกครอง กรมสรรพากร
กรมราชทัณฑ์ ธนาคารพาณิชย์
สถาบันการเงินเฉพาะกิจกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกรมบัญชีกลาง
ตรวจสอบคุณสมบัติและคัดกรองกลุ่มเป้าหมายร่วมกับ สป.กค. โดยให้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือที่เกี่ยวข้องร่วมกัน
กรมบังคับคดีกำหนดแนวปฏิบัติเพื่ออนุญาตให้บุคคลล้มละลาย หรือถูกพิทักษ์ทรัพย์เปิดบัญชีเงินฝากธนาคารและถอนเงินเป็นกรณีพิเศษเพื่อรับเงินตามโครงการฯ และเบิกถอนเงินดังกล่าวเพื่อใช้จ่าย
กรมบัญชีกลาง ดำเนินการจ่ายเงินให้แก่กลุ่มเป้าหมายโครงการฯ
กระทรวงการคลัง (กค)บริหารจัดการกลุ่มเป้าหมายของโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 67 เพื่อให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินตามโครงการ ที่พึงจะได้รับและมิให้เกิดความซ้ำซ้อน รวมทั้งให้พิจารณากำหนดรายละเอียดหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องเพื่อประโยชน์ในการดำเนินโครงการฯ โดยไม่ขัดกับที่ ครม. ได้เห็นชอบไว้ ทั้งนี้ เนื่องจาก กค. อยู่ระหว่างการดำเนินการจ่ายเงินซ้ำ (Retry) ครั้งที่ 3 ในวันที่ 19 ธ.ค.67 ให้แก่กลุ่มเป้าหมายผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการ ควบคู่กับการดำเนินการแก้ไขปัญหาการจ่ายเงินตามโครงการตามมติ ครม. ที่อนุมัติเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 67 จากโครงการอื่น ๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน จึงอาจเกิดความซ้ำซ้อนหรือความคลาดเคลื่อนของข้อมูลได้