
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
(ฉบับที่ ..) พ.ศ…. ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เสนอ
สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ
โดยที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2548 มีผลบังคับใช้มาเป็นระยะเวลา 19 ปีแล้ว และปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจได้มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก สมควรแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในส่วนที่เกี่ยวกับการบังคับคดีตามคําพิพากษาหรือคําสั่งและอัตราค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ดังนั้น กระทรวงยุติธรรมจึงได้ยืนยันให้ดําเนินการร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่ สคก. ตรวจพิจารณาแล้ว ต่อไปได้ ซึ่งมีสาระสําคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมตาราง 5 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยลดภาระในการจ่ายค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีบางประการที่ไม่จําเป็น เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบจากการไม่สามารถชําระหนี้ได้ และยกเลิกอัตราค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ดังนี้
ค่าธรรมเนียม กฎหมายปัจจุบัน ร่างกฎหมายที่เสนอ หมายเหตุ
1. ขายทอดตลาดหรือ
จำหน่ายโดยวิธีอื่นซึ่ง
ทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัด ร้อยละ 3 ของจำนวนเงินที่ขายหรือจำหน่าย ร้อยละ 2 ของจำนวนเงินที่ขายหรือจำหน่าย ทั้งนี้ ต้องเสียค่าประกาศและค่าใช้สอยต่างหาก
2. จ่ายเงินที่ยึดหรืออายัดแก่เจ้าหนี้ ร้อยละ 2 ของจำนวน เงินที่ยึดหรืออายัด ร้อยละ 1 ของจำนวน เงินที่ยึดหรืออายัด
3. เมื่อยึดทรัพย์สิน
ซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย ร้อยละ 2 ของราคาทรัพย์สินที่ยึด -ยกเลิก- ส่วนการคำนวณราคาทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัด
เพื่อเสียค่าธรรมเนียมตามหมายเลข 3 และ 4 ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้กำหนด ถ้าไม่ตกลงกันให้คู่ความที่เกี่ยวข้องเสนอเรื่องต่อศาลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 296
4. เมื่อยึดหรืออายัดเงินหรืออายัดทรัพย์สินแล้ว ไม่มีการขายหรือจำหน่าย ร้อยละ 1 ของจำนวนเงินที่ยึดหรืออายัดหรือราคาทรัพย์สินที่อายัด -ยกเลิก-
5. ขายโดยวิธีประมูลระหว่างคู่ความ ร้อยละ 2 ของราคาประมูลสูงสุด ร้อยละ 1 ของราคาประมูลสูงสุด
โฆษกกระทรวงยุติธรรม ฝ่ายการเมือง เผย รายได้จากค่าธรรมเนียมที่จะลดลงจำนวนมากหากแก้กฎหมาย
มุ่งลดภาระค่าใช้จ่าย ลูกหนี้ดำรงชีพอยู่ได้
น.ส.ศรินทร เลืองวัฒนะวณิช โฆษกกระทรวงยุติธรรม ฝ่ายการเมือง กล่าวว่า สถิติข้อมูลถึงวันที่
4 กุมภาพันธ์ 2568 มีจำนวนหมายบังคับคดีในคดีแพ่งที่ส่งไปที่กรมบังคับคดีแล้วจำนวน 4,199,425 คดี แบ่งเป็นหมายบังคับคดีที่เจ้าหน้าที่ได้ตั้งเรื่องทำการยึดอายัดทรัพย์กับกรมบังคับคดีไว้แล้ว 844,543 คดี หมายบังคับคดีประเภทรอเจ้าหนี้ดำเนินการขอยึดอายัดทรัพย์ของลูกหนี้อีก 3,354,872 คดี ส่วนหมายบังคับคดีที่ตั้งเรื่องแล้ว กว่า 800,000 คดีนั้น จะมีทุนทรัพย์ทั้งหมดประมาณ 1 ล้านล้านบาท ส่วนที่ยังไม่ตั้งเรื่องอีก 16 ล้านล้านบาท
ถ้าคำนวณเรื่องค่าธรรมเนียมที่กรมบังคับคดีจะสามารถเรียกเก็บเป็นรายได้ของแผ่นดินจะมีสัดส่วนลดลง
ถ้าประมาณการจากการยึดแล้วมีการจำหน่ายแต่เดิมกฎหมายปัจจุบันมีค่าธรรมเนียมที่ร้อยละ 3 ของจำนวนเงินที่จำหน่ายได้คิดเป็นเงินที่กรมบังคับดคดีเรียกเก็บได้ 30,000 ล้านล้านบาท แต่ถ้ามีการแก้ไขกฎหมายใหม่ที่จะเรียกเก็บร้อยละ 2 รายได้จะเหลือเพียง 20,000 ล้านล้านบาท ลดลง 10,000 ล้านล้านบาท
กรณีที่มีการยึดแล้วแต่ไม่มีการจำหน่าย เช่น กรณีลูกหนี้ เจ้าหนี้ ไกล่เกลี่ยกันได้ในชั้นบังคับคดี แต่เดิมมีค่าธรรมเนียมที่ผู้นำยึดหรือเจ้าหนี้ต้องชำระให้กรมบังคับคดีร้อยละ 2 ของจำนวนเงิน กรณีเป็นกฎหมายใหม่แก้ไขให้ยกเลิกค่าธรรมเนียม สามารถนำเรื่องแถลงขอยกเลิกการบังคับคดีได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม จะทำให้กรมบังคับคดีได้รับค่าธรรมเนียมลดลงอีกกว่า 20,000 ล้านบาท
กรณีออกหมายบังคับคดีแล้ว แต่ยังไม่มีการยึดอายัดทรัพย์ อีก 16 ล้านล้านบาท ที่เป็นจำนวนดคีอยู่ 3,354,872 คดี หากมีการแก้กฎหมายเหลือร้อยละ 2 รายได้จะลดลงไป 160,000 ล้านบาท
น.ส.ศรินทร กล่าวด้วยว่า ทั้งหมดนี้เป็นตัวเลขที่มุ่งขับเคลื่อนลดภาระลูกหนี้ และทำให้จำนวนยอดหนี้ที่มีอยู่ในการบังคับคดีสามารถลดลงได้ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการไกล่เกลี่ยระหว่างลูกหนี้และเจ้าหนี้ด้วย เพราะปัจจุบันยังคงมีคดีที่สามารถไกล่เกลี่ยกันได้ แต่ยังไม่สามารถตกลงกันได้เรื่องค่าธรรมเนียมในการบังคับคดี ซึ่งจริง ๆ แล้ว เป็นหน้าที่ของเจ้าหนี้ผู้นำยึด แต่ส่วนใหญ่จะถูกผลักไปให้ลูกหนี้ การแก้ไขกฎหมายฉบับนี้จะช่วยให้ลูกหนี้สามารถนำทรัพย์สินหลุดออกจากการบังคับคดีแล้วกลับไปดำเนินการอย่างอื่นต่อได้ โดยรวมรายได้ของกรมบังคับคดีจากค่าธรรมเนียมดังกล่าวเฉลี่ยต่อปี 1,500 ล้านบาท จะลดลงประมาณ 500-600 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 35 ของรายได้ที่เรียกเก็บได้ ทั้งนี้ รายได้จากการเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวของกรมบังคับคดีต้องนำส่งคืนเป็นรายได้แผ่นดินต่อไป ซึ่งรายได้ที่ลดลงจำนวนมากนั้นเป็นรายได้ที่รัฐมุ่งส่งเสริมสนับสนุนให้ลูกหนี้ดำรงชีพอยู่ได้