
(11 พฤศจิกายน 2568) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของ คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) เกี่ยวกับมาตรการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์การผลิตในประเทศและความต้องการของอุตสาหกรรมปศุสัตว์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ![]()
![]()
มาตรการสำคัญที่ ครม. เห็นชอบ มีดังนี้
กำหนดมาตรการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากแหล่งผลิตที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเผา
เพื่อสนับสนุนนโยบายลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ข้ามพรมแดน
และสร้างแรงจูงใจให้ประเทศคู่ค้าพัฒนาเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
บริหารการนำเข้าภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO)
โดยกำหนดให้ผู้นำเข้ารับซื้อข้าวโพดในประเทศในอัตรา 3 ส่วน ต่อการนำเข้า 1 ส่วน เพื่อรักษาสมดุลตลาดและคุ้มครองเกษตรกรไทย ![]()
![]()
ปรับโควตาและอัตราภาษีนำเข้าใหม่ ปี 2569
จากเดิมปี 2568 ที่ให้ องค์การคลังสินค้า (อคส.) เป็นผู้นำเข้าเพียงรายเดียว
ปี 2569 เปิดให้ อคส. และผู้นำเข้าทั่วไป สามารถนำเข้าได้
ปรับอัตราภาษีในโควตา เหลือ 0% จากเดิม 20%
เพิ่มปริมาณโควตานำเข้าจาก 54,700 ตัน → 1 ล้านตันต่อปี
ส่วนการนำเข้านอกโควตา ยังคงอัตราภาษี 73% และค่าธรรมเนียมพิเศษตันละ 180 บาท
ผลจากการเจรจากับสหรัฐฯ
การปรับโควตานี้เป็นผลจากการเจรจา “Reciprocal Tariff” หรือ มาตรการกำแพงภาษีตอบโต้ของสหรัฐอเมริกา เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางการค้าไทยและป้องกันผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์ภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ชี้แจงว่า แม้การนำเข้าข้าวโพดเพิ่มขึ้นอาจมีผลต่อราคาในประเทศ แต่ความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในอุตสาหกรรมยังสูงกว่าปริมาณที่ผลิตได้ภายในประเทศอย่างมาก จึงจำเป็นต้องนำเข้าเพื่อให้เกิดความสมดุลในห่วงโซ่อาหารสัตว์ ![]()
![]()
ปรับช่วงเวลานำเข้าใหม่ ป้องกันกระทบผลผลิตในประเทศ
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ปรับช่วงเวลาการเปิดโควตานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐฯ
จากเดิม 1 ก.พ. – 31 ส.ค. ของทุกปี → เป็น 1 ก.พ. – 30 มิ.ย.
เพื่อไม่ให้กระทบต่อช่วงที่ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศออกสู่ตลาด (ก.ย.–ธ.ค.)
นายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกูล” ย้ำ
“แม้มาตรการนี้จะเป็นผลจากการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ แต่รัฐบาลจะดูแลไม่ให้เกษตรกรไทยได้รับผลกระทบ และจะบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกภาคส่วน”
รัฐบาลยังคงยึดมั่นในเป้าหมาย “สมดุลระหว่างเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม”
พร้อมผลักดันการผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ภายในประเทศให้เพียงพอในระยะยาว