<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวประชาสัมพันธ์]]></title>
<link>https://nongkhai.prd.go.th/th/content/category/index/id/6</link>
<atom:link href="https://nongkhai.prd.go.th/th/content/category/index/id/6" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[“สีหศักดิ์” เผย อิหร่าน - โอมาน ปฏิบัติการร่วมเข้าถึงเรือ “มยุรีนารี” และลูกเรือทั้ง 3 คนแล้ว เรือขนน้ำมันบางจาก ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อย่างปลอดภัย]]></title>
<link>https://nongkhai.prd.go.th/th/content/category/detail/id/6/iid/488883</link>
<guid isPermaLink="false">567dceb2142066e51344a31d199aa84f</guid>
<pubDate>Thu, 26 Mar 2026 16:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://nongkhai.prd.go.th/cms/s169/u83/20260325091d79b8e9c62c9effca1a32.jpg" style="width: 1067px; height: 800px;" /></p>

<p>(24 มี.ค. 69) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า จากที่ได้พูดคุยกับนายเซย์เยด อับบาส อะรอกชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ใน 2 เรื่อง ทั้งเรื่องการช่วยเหลือลูกเรือ &ldquo;มยุรีนารี&rdquo; ทั้ง 3 คน และลูกเรือจำนวน 20 คน ที่ทางโอมานช่วยเหลือได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้ว ซึ่งนับเป็นข่าวดีที่เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทย ได้โทรศัพท์มาที่กระทรวงการต่างประเทศ แจ้งว่าอิหร่านและโอมานได้ปฏิบัติการร่วมกัน สามารถเข้าถึงเรือ &ldquo;มยุรีนารี&rdquo; ของไทยได้แล้ว และเข้าถึงลูกเรือทั้ง 3 คนได้แล้ว แต่ยังยืนยันไม่ได้ว่าชะตากรรมของลูกเรือดังกล่าวเป็นอย่างไร ซึ่งพยายามตรวจสอบอยู่ พร้อมหวังว่าทั้ง 3 คนยังมีชีวิตอยู่ และต้องรอการยืนยันจากทางการอิหร่าน หรือโอมานอีกครั้งหนึ่ง</p>

<p>ส่วนการพูดคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ที่ยืนยันว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งและยังมีกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายการเดินเรือที่จะผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีหลักการเดินเรือ</p>

<p>ที่ต้องได้รับความปลอดภัย แต่ก็เกิดเหตุการณ์โจมตีเรือ &ldquo;มยุรีนารี&rdquo; จึงขอว่าหากมีเรือไทยที่จะต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขอให้ช่วยให้เดินทางโดยปลอดภัย และทางการอิหร่านรับปากจะดูแลพร้อมขอให้แจ้งรายชื่อเรือที่จะผ่านช่องแคบฮอร์มุซมาก่อน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้แจ้งไป 2 ลำ เป็นของ บางจาก และเอสซีจี เคมิคอลส์ โดยทราบข่าวว่าเรือขนส่งน้ำมันดิบของบางจาก สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย มุ่งกลับสู่ประเทศไทย หวังว่าเรือของประเทศไทยที่เหลืออีก 1 ลำ จะสามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้อย่างปลอดภัยด้วย ถือเป็นข่าวดี และขอถือโอกาสนี้ขอบคุณทางการอิหร่าน และ โอมาน ที่ช่วยเหลือดูแลปฏิบัติการกู้ภัยร่วมกัน รวมถึงช่วยให้เรือไทยเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย</p>

<p>นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ กำลังประสานหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องและสายการบิน</p>

<p>El Al (เอ็ล อัล) เพื่อดำเนินการส่งร่างแรงงานไทยในอิสราเอล 1 คนที่เสียชีวิตจากสะเก็ดระเบิด โดยร่างของผู้เสียชีวิตจะเดินทางถึงประเทศไทยในช่วงเช้าของวันที่ 26 มีนาคม 2569 ส่วนอิหร่านและตุรกี ตามที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา และกรมการกงสุลได้ประสานการอพยพแรงงานไทยฟาร์มกุ้ง 4 คน ออกจากเมืองบันดา อับบาส เมืองชายฝั่งตอนใต้ของอิหร่าน โดยทั้ง 4 คนได้เดินทางข้ามไปยังตุรกี โดยสวัสดิภาพแล้ว และจะเดินทางกลับถึงประเทศไทย วันที่ 25 มีนาคม 2569 ทั้งนี้ ยังมีนักศึกษา 7 คน และแรงงานฟาร์มกุ้งอีก 1 คน รวม 8 คน ที่จะเดินทางทางบกจากอิหร่านไปยังตุรกีในวันที่ 25 มีนาคม 2569 อย่างไรก็ตามตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ มีคนไทยที่ได้รับความช่วยเหลือเพื่อให้ออกจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง มายังประเทศไทยหรือไปประเทศที่สาม รวมทั้งสิ้น 1,483 คน พร้อมเน้นย้ำให้คนไทยที่ยังอยู่ในตะวันออกกลาง ติดตามสถานการณ์จากช่องทางทางการ เพื่อประเมินสถานการณ์ความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ และปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการอย่างเคร่งครัด</p>

<p>นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ ยังได้ชี้แจงนโยบายการลดระยะเวลาฟรีวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน ว่า รัฐบาลก่อนได้อนุมัติฟรีวีซ่า 60 วัน เพื่อการท่องเที่ยว แต่จากสถานการณ์ปัจจุบัน กลับมีชาวต่างชาติใช้ประโยชน์เพื่อวัตถุประสงค์อื่น กระทรวงการต่างประเทศ จึงเสนอลดเวลาฟรีวีซ่าจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน และสามารถต่อเวลาเพื่อการท่องเที่ยวได้ มั่นใจว่าจะไม่กระทบการท่องเที่ยว และยังช่วยให้สามารถดูแลความมั่นคงของประเทศได้ดีขึ้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.prd.go.th/th/file/get/file/2026032684e13dacf9c3c92f84e95d87603ec0a3161459.jpg' type='image/jpg' length='536870' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เอกนิติ” ยืนยันน้ำมันดิบเพียงพอ ลดสัดส่วนสำรองน้ำมันเร่งระบายสู่หน้าปั๊ม “พาณิชย์” เพิ่มสินค้าควบคุม]]></title>
<link>https://nongkhai.prd.go.th/th/content/category/detail/id/6/iid/488882</link>
<guid isPermaLink="false">6cc14de74d37d2f7fc774dafb662be14</guid>
<pubDate>Thu, 26 Mar 2026 16:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://nongkhai.prd.go.th/cms/s169/u83/2026032549bc75b971576871a950a638.jpg" style="width: 1080px; height: 1080px;" /></p>

<p>(24 มี.ค. 69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สงครามในตะวันออกกลางทำให้เกิดวิกฤตน้ำมันที่หนักและคาดเดาไม่ได้ สถานการณ์ยืดเยื้อและรุนแรงกว่าที่คิด เป็นวิกฤตซ้ำซ้อนทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบอื่น ๆ ส่งผลกระทบไปทั่วโลก นโยบายรับมือวิกฤตช่วงแรกและการตรึงราคา รัฐบาลได้พยายามดูแลประชาชนไม่ให้ได้รับผลกระทบด้วยการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 15 วัน เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพ จากการประเมินสถานการณ์พบว่าวิกฤตจะยาวนานและใหญ่กว่าที่คิด การตรึงราคาทำให้เกิดปัญหาการกักตุนน้ำมัน เพราะประชาชนไปเติมก่อนราคาขึ้น รวมถึงความต้องการน้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้นจาก 67 เป็น 80-100 ล้านลิตรต่อวัน เกินกำลังการกลั่นสูงสุดที่ 76 ล้านลิตรต่อวัน และระบบขนส่งลำเลียงไม่ทันรัฐบาลต้องบริหารจัดการปัญหาอย่างใกล้ชิด โดยติดตามและตรวจสอบข้อมูลการผลิตน้ำมันจากบริษัทต่าง ๆ แบบวันต่อวัน เพื่อยืนยันว่าไม่มีการบิดเบือนข้อมูล และขอให้ประชาชนมั่นใจว่าน้ำมันดิบมีพอ ไม่ใช่แค่เชื่อข้อมูลที่ได้รับ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้จัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจเพื่อปราบปรามการกักตุนและเอาเปรียบประชาชน ซึ่งปัญหาการขาดแคลนและแย่งน้ำมันเกิดจากหลายปัจจัย คือ 1. พฤติกรรมการกักตุนของประชาชนเมื่อคาดว่าราคาจะขึ้น 2. ปัญหาช่องทางการขนส่ง ทั้งรถบรรทุก รถไฟ เรือและท่อ ถูกจำกัดเวลาวิ่ง ไม่สามารถเร่งรอบส่งน้ำมันให้ทันกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นแบบกะทันหันได้ 3. Jobber ไม่ได้รับน้ำมัน ทำให้ภาคอุตสาหกรรมแห่ไปสถานีบริการน้ำมัน 4. เรือประมงใช้น้ำมันเขียว หรือบางกลุ่มใช้น้ำมันลักลอบจากมาเลเซีย แต่ปัจจุบันราคาน้ำมันต่างประเทศแพงกว่าน้ำมันในไทยที่รัฐอุดหนุน ทุกกลุ่มจึงเปลี่ยนมาแย่งเติมน้ำมันที่หน้าปั๊ม</p>

<p>สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน รัฐบาลได้สั่งการให้ 1. ลดสัดส่วนการสำรองน้ำมันตามกฎหมายจากที่เคยประกาศเพิ่มขึ้น ให้กลับมาอยู่ที่ 1% เท่าเดิม เพื่อระบายน้ำมันที่เก็บไว้ในคลังออกมาสู่สถานีบริการทันที 2. ยกเลิกข้อกำหนดการเพิ่มสำรองน้ำมันที่ทำให้ผู้ค้าเก็บน้ำมันไว้ 3. ให้รถขนส่งน้ำมันวิ่งได้ทั้งวัน 4. กำกับให้เรือประมงได้รับน้ำมันจาก Jobber เพื่อแก้ปัญหาการแย่งซื้อที่ปั๊ม อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่านี่คือวิกฤตพลังงานโลกที่หนักมาก การฝืนกลไกตลาดด้วยการตรึงราคาไม่ได้ผล เราต้องบอกความจริงกับประชาชน ทุกคนต้องช่วยกันปรับตัวตามความผันผวนของตลาดโลก เพราะการยันราคาจะทำให้เกิดปัญหาน้ำมันขาดแคลนและลักลอบนำน้ำมันไทยไปขายต่างประเทศ ดังนั้นจึงต้องบริหารจัดการให้เป็นไปตามกลไกตลาด ค่อย ๆ ปรับ และมุ่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง กลุ่มขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตร โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ช่วยดูแลด้านราคาสินค้าอยู่</p>

<p>นอกจากนี้ รัฐบาลเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบไว้แล้วโดยระยะสั้น มุ่งเน้นการจัดระเบียบระบบจำหน่ายน้ำมันให้กลับสู่ภาวะปกติ เช่น การปรับลดปริมาณน้ำมันสำรองที่กำหนดไว้ เพื่อให้มีการกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการขนาดเล็กอย่างเพียงพอ และการปล่อยให้ราคาน้ำมันดีเซลลอยตัวในระดับหนึ่ง โดยเทียบเคียงราคาตลาดโลกและราคาในภูมิภาค เช่น มาเลเซีย พร้อมทั้งใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พิจารณาภาษีสรรพสามิตเพื่อลดผลกระทบ และปราบปรามการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า ส่วนระยะยาว เตรียมผลักดันพลังงานทางเลือก อาทิ ไบโอดีเซล เอทานอล น้ำมันปาล์ม การประหยัดพลังงาน รวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ใช้ผลิตไฟฟ้า ซึ่งมองว่าเป็นโอกาสเร่งพัฒนาพลังงานสะอาด โครงการ &ldquo;เศรษฐกิจสีเขียว พลัส&rdquo; ที่ใช้ประโยชน์จากแสงแดด ในการผลิตไฟฟ้า หรือ Solar Farm Solar ลอยน้ำ และสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้ง Solar Rooftop โดยมีการลดหย่อนภาษีและระบบซื้อคืนไฟฟ้า จะช่วยลดต้นทุนพลังงานของประเทศและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันส่วนการแถลงข่าวของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.)</p>

<p>นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ปตท. และ บางจาก ได้ปรับเพิ่มกำลังการกลั่นอีก 9% มีการจำหน่ายน้ำมันเบนซินและดีเซลเพิ่มขึ้นจากภาวะปกติ 25% โดยเฉพาะดีเซลเพิ่มขึ้น 35% ภายใน 1-2 วันนี้ น้ำมันจะถูกกระจายไปยังผู้แทนจำหน่ายและสถานีบริการทั่วประเทศได้ครบถ้วนตามสภาวะปกติ เพื่อแก้ปัญหาความแออัดหน้าสถานีบริการ และภาครัฐเตรียมเปิดใช้งานระบบแดชบอร์ด (Dashboard) ในวันที่ 25 มีนาคม 2569 เพื่อแสดงข้อมูลปริมาณน้ำมัน การกระจายน้ำมันของผู้ค้าตามมาตรา 7 (ผู้ค้ารายใหญ่) และป้องกันการกักตุน ส่วนการส่งออกน้ำมันไปต่างประเทศ ยืนยันว่ามีการจำกัดปริมาณการส่งออกไม่เกิน 5 ล้านลิตรต่อวัน และส่งออกเพียง 2 ประเทศเท่านั้น คือ สปป.ลาว กว่า 4 ล้านลิตร เพื่อแลกเปลี่ยนกับการนำเข้าไฟฟ้าพลังน้ำ และส่งออกไปเมียนมา ประมาณ 3 แสนลิตร เพื่อสนับสนุนแท่นขุดเจาะก๊าซธรรมชาติที่จะส่งกลับมาเป็นเชื้อเพลิงให้โรงไฟฟ้าราชบุรี ส่งไปใช้ในพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ โดยยืนยันว่าไม่มีการส่งออกไปยังประเทศที่สาม ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกและร่วมกันประหยัดพลังงาน</p>

<p>ด้านการจัดหาแหล่งพลังงานรองรับการผลิตไฟฟ้า นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. กล่าวว่า ระบบพลังงานของไทยยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ เป็นหลัก ซึ่งการจัดหา LNG นั้น กกพ. พิจารณาจัดหา LNG สัญญา ระยะยาว-ระยะสั้น (Term LNG) ในสัดส่วน 70% และอีก 30% เป็นการซื้อรายเที่ยวเรือ (Spot LNG) โดยได้ปรับแผนจัดหา Spot LNG เพิ่มเติมในช่วงเดือนมีนาคม&ndash;เมษายน จำนวน 3 ลำเรือ ซึ่งปัจจุบันสามารถจัดหาได้แล้ว 2 ลำเรือ สำหรับเดือนเมษายน และคาดว่าไม่ต้องมีการจัดหา ลำที่ 3 ทดแทน เนื่องจากสถานะคลังสำรอง LNG (LNG Inventory) อยู่ในระดับสูง และเพียงพอรองรับความต้องการใช้ในประเทศ</p>

<p>ทั้งนี้แหล่ง LNG ของโลกไม่ได้มีเฉพาะในตะวันออกกลาง โดยมีแหล่งผลิต LNG ในภูมิภาคอื่น อาทิ ออสเตรเลีย มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา ทำให้ประเทศไทยยังสามารถจัดหา LNG จากแหล่งอื่นมาทดแทนได้ และแม้ว่าผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เกิดปัญหาในการขนส่งก๊าซจากประเทศกาตาร์ แต่ประเทศไทยมีสัญญานำเข้าเพียงประมาณ 15% ของ LNG นำเข้า นอกจากนี้ ยังมีแผนเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน เพิ่มการใช้ไฟฟ้าพลังน้ำ และเพิ่มการใช้ก๊าซจากอ่าวไทย ลดการพึ่งพิงการนำเข้า LNG ผลการดำเนินการทำให้สามารถลดการนำเข้า LNG ได้ประมาณ 70% ของ 1 ลำเรือ และเพิ่มก๊าซในประเทศได้เทียบเท่าประมาณ 50% ของ 1 ลำเรือ ยืนยันว่า ระบบไฟฟ้าของประเทศยังมีเชื้อเพลิงเพียงพอ สามารถรับมือกับสถานการณ์ผันผวนของตลาดโลกได้ โดย กกพ. จะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและกำกับต้นทุนเชื้อเพลิงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและภาคเศรษฐกิจให้มากที่สุด</p>

<p>ส่วนการควบคุมราคาสินค้า นายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการ และรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า วันที่ 25 มีนาคม 2569 กระทรวงพาณิชย์เตรียมเสนอคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เพื่อพิจารณาเพิ่มจำนวนสินค้าควบคุม เช่น เม็ดพลาสติก และน้ำดื่มบรรจุขวด รวมถึงยกระดับมาตรการกำกับดูแลสินค้าจำเป็นบางรายการ จากเดิมที่ผู้ประกอบการเพียง &ldquo;แจ้ง&rdquo; การเปลี่ยนแปลงราคา มาเป็น &ldquo;ต้องขออนุญาตก่อน&rdquo; ปรับขึ้นราคา โดยกลุ่มสินค้าที่จะเสนอเข้าสู่มาตรการเข้มงวดขึ้น ได้แก่ กระดาษชำระ กระดาษเช็ดหน้า แชมพู ผงซักฟอก น้ำยาซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผ้าอนามัย และสบู่ นอกจากนี้ ยังมีมาตรการลดภาระค่าครองชีพ ทั้งการลดต้นทุนเกษตรกร โดยขยายโครงการ &ldquo;ธงเขียวพลัส&rdquo; ลดภาระค่าปุ๋ยและสารป้องกันศัตรูพืชในช่วงฤดูกาลเพาะปลูก (พฤษภาคม&ndash;กรกฎาคม) รวมทั้งขอความร่วมมือผู้ผลิต ตรึงราคาจากสต๊อกเดิมอย่างน้อย 2 เดือน จัดกิจกรรม &ldquo;ธงฟ้า&rdquo; เดือนมีนาคม-สิงหาคม อย่างต่อเนื่อง และความร่วมมือกับผู้ประกอบการค้าส่ง-ค้าปลีก ขับเคลื่อนโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; นำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น มาจำหน่ายในราคาพิเศษ โดยจะเริ่มเดือนเมษายน เป็นระยะเวลา 2 เดือน</p>

<p>ขณะที่นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าและค่าครองชีพ ณ ตลาดรังสิต จังหวัดปทุมธานี พบว่าสินค้าอุปโภคบริโภคโดยรวมยังมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการ ขณะที่ระดับราคามีทั้งปรับเพิ่มขึ้นและทรงตัว แตกต่างกันตามโครงสร้างต้นทุนของแต่ละสินค้า อาทิ เนื้อไก่ เนื้อสุกร และสินค้าบรรจุภัณฑ์ ส่วนสินค้าอาหารปรุงสำเร็จในตลาด เช่น ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว และอาหารตามสั่ง ผู้ประกอบการยังคงตรึงราคาและคงคุณภาพเพื่อรักษาฐานลูกค้า ทั้งนี้ยังได้มีการรวบรวมข้อมูลสถานการณ์ราคาสินค้าในพื้นที่ เพื่อใช้ประกอบการประเมินผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อต่อไป</p>

<p>อีกทั้ง สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ได้ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้เกิดข้อจำกัดด้านการบินและการเชื่อมต่อเที่ยวบินในหลายเส้นทาง โดยเฉพาะเที่ยวบินที่ต้องเปลี่ยนเครื่อง ในภาพรวมเที่ยวบินระหว่างประเทศไทยและยุโรปที่เป็นเที่ยวบินตรงยังคงให้บริการได้ตามปกติ โดยมีผู้โดยสารที่เดิมใช้เส้นทางต่อเครื่องในตะวันออกกลางเปลี่ยนมาใช้เที่ยวบินตรงมากขึ้น ทำให้บัตรโดยสารในเส้นทางดังกล่าวคงเหลือในกลุ่มราคาสูง ทั้งนี้ผู้โดยสารสามารถเลือกใช้เส้นทางต่อเครื่องผ่านประเทศอื่น หรือพิจารณาเดินทางผ่านจุดเชื่อมต่ออื่น เช่น ประเทศจีน ซึ่งอาจมีค่าโดยสารที่เหมาะสมกว่า แต่ใช้ระยะเวลาเดินทางเพิ่มขึ้น สำหรับสายการบินตะวันออกกลาง แม้จะเริ่มกลับมาให้บริการบางเที่ยวบินแล้ว แต่ยังมีข้อจำกัดในหลายเส้นทาง จึงขอให้ผู้โดยสารติดตามสถานะเที่ยวบินและเงื่อนไขการเดินทางกับสายการบินอย่างใกล้ชิด</p>

<p>ส่วนการดูแลค่าโดยสารในประเทศ พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 10 &ndash; 15 เมษายน 2569 ได้ประสานความร่วมมือกับ 6 สายการบิน ได้แก่ การบินไทย บางกอกแอร์เวย์ส ไทยแอร์เอเชีย นกแอร์ ไทยไลอ้อนแอร์ และไทยเวียตเจ็ท ดำเนินมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มปริมาณที่นั่งในเส้นทางที่มีความต้องการสูง โดยสายการบินทั้ง 6 สาย ได้ปรับลดราคาบัตรโดยสารลง 15 &ndash; 30% ใน 11 เส้นทางบิน (ไป&ndash;กลับ) ได้แก่ กรุงเทพฯ &ndash; เชียงใหม่ กรุงเทพฯ &ndash; ภูเก็ต กรุงเทพฯ &ndash; หาดใหญ่ กรุงเทพฯ &ndash; สมุย กรุงเทพฯ &ndash; นครศรีธรรมราช กรุงเทพฯ &ndash; สุราษฎร์ธานี กรุงเทพฯ &ndash; กระบี่ กรุงเทพฯ &ndash; ตรัง กรุงเทพฯ &ndash; นราธิวาส และกรุงเทพฯ &ndash; ขอนแก่น รวมทั้งสิ้น 191 เที่ยวบิน คิดเป็นจำนวน 29,685 ที่นั่ง โดยบางกอกแอร์เวย์สได้เพิ่มเที่ยวบินพิเศษในเส้นทางสมุย จำนวน 24 เที่ยวบิน ส่งผลให้มีที่นั่งเพิ่มขึ้นอีก 1,680 ที่นั่ง ขณะที่การบินไทยได้ปรับเปลี่ยนแบบอากาศยานในบางเที่ยวบินเป็นเครื่องบินลำตัวกว้าง ได้แก่ Airbus A330-300 และ Boeing 787-8 ส่งผลให้มีที่นั่งเพิ่มขึ้นอีก 1,428 ที่นั่ง รองรับความต้องการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.prd.go.th/th/file/get/file/202603269a714457f17defef8f8c5f9e2c3479ff161356.jpg' type='image/jpg' length='1268503' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พิพัฒน์ - ศุภจี - อรรถพล” ออกมาตรการคุมราคาสินค้า ปรับขึ้นน้ำมันดีเซล 50 สตางค์/ลิตร ไม่เกิน 33 บาท/ลิตร ย้ำ ประชาชนประหยัดพลังงาน]]></title>
<link>https://nongkhai.prd.go.th/th/content/category/detail/id/6/iid/486938</link>
<guid isPermaLink="false">b635766d827d9331fbb86fe4e710990e</guid>
<pubDate>Fri, 20 Mar 2026 09:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://nongkhai.prd.go.th/cms/s169/u83/654800378_1267360342238155_25253.jpg" style="width: 1080px; height: 1080px;" /></p>

<p>&ldquo;พิพัฒน์ - ศุภจี - อรรถพล&rdquo; ออกมาตรการคุมราคาสินค้า ปรับขึ้นน้ำมันดีเซล 50 สตางค์/ลิตร ไม่เกิน 33 บาท/ลิตร ย้ำ ประชาชนประหยัดพลังงาน</p>

<p>นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี</p>

<p>ว่าการกระทรวงคมนาคม ประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์</p>

<p>การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โดยระบุว่า ที่ประชุมได้กำหนด</p>

<p>แนวทางการบริหารจัดการราคาน้ำมันของประเทศหลังครบกำหนดมาตรการตรึงราคาน้ำมันในช่วง 15 วันที่สิ้นสุด ในวันที่ 17 มีนาคม 2569 ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เน้นย้ำให้มีการประกาศราคาหน้าคลังน้ำมันและโรงกลั่นอย่างชัดเจนเพิ่มเติมจากหน้าสถานีบริการน้ำมัน ด้านนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ได้ปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล โดยกำหนดเพดานไว้ที่ 33 บาทต่อลิตร แต่จะทยอยปรับครั้งละ 50 สตางค์ต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2569 รวมทั้งเตรียมแผนเพิ่มการใช้ไบโอดีเซลเป็นทางเลือกซึ่งจะมีราคาต่ำ ได้แก่ น้ำมันดีเซล B10 สำหรับรถยนต์ทั่วไป และ B20 สำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร และขนส่ง นอกจากนี้ จะปรับขึ้นราคาน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์ทุกชนิด ในอัตราลิตรละ 1 บาท และปรับลดราคาน้ำมัน E20 ลิตรละ 79 สตางค์ ส่งผลให้มีส่วนต่าง 5 บาทต่อลิตร เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาเติม E20 มากขึ้น พร้อมขอความร่วมมือประชาชนให้ช่วยกันใช้น้ำมันอย่างประหยัดและคุ้มค่าที่สุด และขออย่าตื่นตระหนกจนกักตุนน้ำมัน ยืนยันว่าประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการใช้ไม่น้อยกว่า 101 วัน ขณะที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่าสินค้าควบคุม 8 รายการที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง นมผง ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช และอาหารสัตว์ ขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดยื่นขอปรับขึ้นราคา และขอความร่วมมือผู้ประกอบการตรึงราคาสินค้าไว้เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนทั่วประเทศ ส่วนสต๊อกยารักษาโรค</p>

<p>นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข สั่งการให้ทุกโรงพยาบาลตรวจสอบสต๊อกยา ยืนยันว่ายังมียาเพียงพออีกหลายเดือน พร้อมประสานกับภาคเอกชนและโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบริหารจัดการยาและเวชภัณฑ์ไม่มีปัญหา</p>

<p>(17 มี.ค. 69) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตาม สถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เป็นประธานการประชุม ศบก. ครั้งที่ 5/2569 โดยมีนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งหน่วยงานด้านความมั่นคง การท่องเที่ยว แรงงาน และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมทั้งรูปแบบ onsite และ online นายพิพัฒน์ กล่าวถึงสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของโลก โดยเฉพาะประเด็นการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งน้ำมัน หากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อต่อไป อาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจทั้งในระดับโลกและประเทศไทย รัฐบาลจึงได้ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรการด้านพลังงาน และการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้า และการดูแลค่าครองชีพของประชาชน</p>

<p>สำหรับมาตรการตรึงราคาน้ำมันในช่วง 15 วันที่ผ่านมา และมีกำหนดสิ้นสุดลงวันที่ 17 มีนาคม 2569 ประกอบกับภาระการอุดหนุนของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น การประชุมในครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดแนวทางการบริหารจัดการราคาน้ำมันของประเทศในระยะต่อไปอย่างเป็นระบบ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชน ภาคธุรกิจ และผู้ประกอบการน้ำมัน ตลอดจนปัจจัยต่าง ๆ อย่างรอบคอบ เพื่อให้การดำเนินนโยบายด้านพลังงานของประเทศเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพและไม่ก่อให้เกิดภาระต่อประชาชนและภาคธุรกิจเกินความจำเป็นที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานของ ศบก. ในการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยประเด็นที่ประชาชนและสื่อมวลชนให้ความสนใจในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ ผลกระทบต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพของประชาชน รวมถึงแนวทางการดูแลราคาน้ำมันและการหาแหล่งพลังงานทางเลือกนอกภูมิภาคตะวันออกกลาง การป้องกันการกักตุนน้ำมันและพลังงานเชื้อเพลิง และมาตรการการประหยัดพลังงานของรัฐบาล สถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางและการดูแลคนไทย</p>

<p>ที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบข้อสั่งการของ</p>

<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งเน้นย้ำให้มีการประกาศราคาหน้าคลังน้ำมันและโรงกลั่นอย่างชัดเจน เพิ่มเติมจากหน้าสถานีบริการน้ำมัน</p>

<p>ด้านนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า จากวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง จนทำให้หลายประเทศทั่วโลกต้องทยอยปรับขึ้นราคาขายปลีกภายในประเทศกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั้น หากนำมาเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน จะพบว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันเบนซินน้อยที่สุด และเป็นประเทศเดียวที่ยังคงตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้เท่าเดิมตั้งแต่ก่อนเกิดสถานการณ์ เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน อย่างไรก็ตาม การอุดหนุนราคาดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อฐานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้ปัจจุบันกองทุนฯ ต้องแบกรับภาระและติดลบไปแล้ว 16,500 ล้านบาท กระทรวงพลังงานจึงจำเป็นต้องพิจารณาปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล โดยกำหนดเพดานไว้ที่ 33 บาทต่อลิตร แต่จะทยอยปรับครั้งละ 50 สตางค์ต่อลิตร โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งหลังจากนี้จะติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อพิจารณาแนวทางปรับขึ้นราคาที่เหมาะสมในระยะต่อไป รวมทั้งเตรียมแผนเพิ่มการใช้ไบโอดีเซลเป็นทางเลือก ซึ่งจะมีราคาต่ำ ได้แก่ น้ำมันดีเซล B10 สำหรับรถยนต์ทั่วไป (คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการระยะแรกประมาณ 1 เดือน) และ B20 สำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ (คาดว่าจะใช้เวลาเริ่มในระยะแรกภายใน 1 สัปดาห์) จะมุ่งจำหน่ายในลักษณะขายส่งเพื่อช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง ภาคการเกษตร</p>

<p>และภาคก่อสร้าง ซึ่งเดิมเคยซื้อน้ำมันผ่านผู้ค้าขายส่งหรือ Jobber</p>

<p>แต่ในช่วงที่ผ่านมาเกิดข้อจำกัดด้านต้นทุน เนื่องจากราคาหน้าโรงกลั่นสูงกว่าราคาหน้าสถานีบริการเล็กน้อย ทำให้ Jobber ไม่สามารถรับภาระต้นทุนการขนส่งและค่าใช้จ่ายอื่นได้ ส่งผลให้ผู้ใช้น้ำมันในภาคอุตสาหกรรม</p>

<p>จำนวนหนึ่งหันมาเติมน้ำมันจากสถานีบริการแทน ซึ่งทำให้เกิดความแออัดในปั๊มน้ำมันช่วงที่ผ่านมา</p>

<p>นอกจากนี้ จะปรับขึ้นราคาน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์ทุกชนิด</p>

<p>ในอัตราลิตรละ 1 บาท และปรับลดราคาน้ำมัน E20 ลิตรละ 79 สตางค์ ส่งผลให้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ กับ E20 มีส่วนต่าง 5 บาทต่อลิตร ซึ่งการปรับราคาครั้งนี้เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาเติม E20 มากขึ้น เนื่องจาก E20 เป็นน้ำมันที่มีส่วนผสมของเอทานอล ซึ่งผลิตได้เองภายในประเทศ เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรและจะทำให้ลดสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบที่มาจากต่างประเทศ และจะทำให้ปริมาณสำรองน้ำมันภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น ส่วนปัญหาสถานีบริการขาดแคลนน้ำมันนั้น กระทรวงพลังงาน ได้เร่งให้ผู้ค้าน้ำมันเพิ่มจำนวนรถขนส่งน้ำมัน เพิ่มรอบการวิ่ง สั่งการให้เปิดคลังน้ำมันตลอด 24 ชั่วโมง และขอความร่วมมือกระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคมกรุงเทพมหานคร ผ่อนปรนระยะเวลารถขนส่งน้ำมัน เพื่อเร่งกระจายน้ำมันเข้าสู่สถานีบริการต่าง ๆ ให้รวดเร็ว เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน และแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด รวมถึงการพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการยกเว้นข้อจำกัดบางประการเพื่อให้รถขนน้ำมันที่ติดขัดเรื่อง spec ให้สามารถนำมาขนน้ำมันเพิ่มเติมได้ แต่ต้องมีความปลอดภัยขอให้ประชาชนเข้าใจในวิกฤตราคาพลังงานที่เกิดขึ้นทั่วโลกในเวลานี้ กระทรวงพลังงาน ได้ดำเนินทุกมาตรการเพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ขอยืนยันว่า จะดำเนินทุกมาตรการอย่างเต็มกำลังความสามารถ ทั้งในเรื่องของการบริหารจัดการราคา และการเร่งแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำมันในสถานีบริการ อีกทั้งขอความร่วมมือ</p>

<p>ให้ช่วยกันใช้น้ำมันอย่างประหยัดและคุ้มค่าที่สุด และขออย่าตื่นตระหนกจนกักตุนน้ำมัน เพราะนอกจากจะทำให้เกิดสถานการณ์น้ำมันขาดแคลน</p>

<p>ในวงกว้างแล้ว การเก็บรักษาน้ำมันไว้ในภาชนะที่ไม่เหมาะสมยังเสี่ยง</p>

<p>ต่อการเกิดอันตรายร้ายแรงอีกด้วย</p>

<p>นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันรวม 6 โรง มีกำลังการกลั่นรวมประมาณ 175 ล้านลิตรต่อวัน สามารถผลิตน้ำมันสำเร็จรูปเพื่อใช้ในประเทศได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งน้ำมันเบนซิน ดีเซล น้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเตา และก๊าซหุงต้ม แต่ในช่วงที่ผ่านมาได้เกิดความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว</p>

<p>ส่งผลให้บางสถานีบริการเกิดปัญหาการจัดส่งน้ำมันไม่ทันต่อความต้องการ โดยกระทรวงพลังงานได้เร่งประสานโรงกลั่นให้เดินเครื่องผลิตเต็มกำลัง พร้อมทั้งประสานผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 (ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่) ให้กระจายเชื้อเพลิงไปยังผู้ค้ารายย่อยและภาคอุตสาหกรรม รวมถึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการทั่วประเทศ ทั้งนี้ในปัจจุบันประเทศไทยมีน้ำมันสำรองในประเทศรวมกับน้ำมันสำรองตามกฎหมายประมาณ 42 วัน และมีน้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่งอีกประมาณ 29 วัน รวมทั้งมีการจัดหาน้ำมันเพิ่มเติมจากแหล่งต่างประเทศ เช่น แองโกลา และสหรัฐอเมริกา ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการใช้ไม่น้อยกว่า 101 วัน นอกจากนี้ได้ร่วมกับสำนักงานพลังงานจังหวัดทั่วประเทศตรวจสอบสต๊อกน้ำมันในคลังรวม 53 คลัง 589 ถัง และตรวจสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศแล้วกว่า 1,502 แห่ง พบว่ามีสถานีบริการ</p>

<p>บางแห่งต้องปิดชั่วคราวจากการขนส่งที่ไม่ทันต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น</p>

<p>แต่ไม่พบการกักตุนเชื้อเพลิง ขอย้ำว่า ประเทศไทยยังมีปริมาณน้ำมันเพียงพอ และขอให้ประชาชนใช้ชีวิตตามปกติ ไม่มีความจำเป็นต้องกักตุน พร้อมขอความร่วมมือในการใช้พลังงานอย่างประหยัดในช่วงสถานการณ์ปัจจุบัน</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รายงานมาตรการดูแลราคาสินค้าและบริการ โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ปี 2542 มีสินค้าควบคุมและบริการควบคุม จำนวน 59 รายการ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ โดยเฉพาะสินค้า 8 รายการที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง นมผง ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช และอาหารสัตว์ กระทรวงฯ มีมาตรการทางกฎหมายที่เข้มข้น โดยต้องยื่นขออนุญาตขึ้นราคาต่อกรมการค้าภายในก่อน ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดยื่นขอปรับขึ้นราคาสินค้า และขอความร่วมมือผู้ประกอบการตรึงราคาสินค้าไว้เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ขณะเดียวกันได้ร่วมมือกับผู้ประกอบการทำสินค้าในราคาพิเศษสำหรับหมวดหมู่ที่จำเป็นในชีวิตประจำวันในราคาที่เหมาะสมให้กับร้านค้าขายปลีกขายส่ง กระจายสินค้าราคาประหยัดให้ทุกพื้นที่ทุกจังหวัด และจะจัดโครงการ</p>

<p>ธงฟ้าจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูกให้กับประชาชนในจุดที่จำเป็น สำหรับมาตรการถัดไปจะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ราคาน้ำมันหน้าสถานีบริการสอดคล้องกับโครงสร้างต้นทุน ป้องกันไม่ให้มีการกักตุน</p>

<p>เก็งราคา และไม่ปล่อยให้มีผู้ใดฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชน พร้อมสั่งการพาณิชย์จังหวัดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตาม</p>

<p>อย่างใกล้ชิดทุกวัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสขึ้นราคา และขอความร่วมมือประชาชนแจ้งเบาะแสหากพบการขึ้นราคาสินค้าโดยไม่เป็นธรรม ผ่านสายด่วน 1569 นอกจากนี้ ได้มีมาตรการลดต้นทุนทั้งระบบ ได้แก่ 1) การลดต้นทุนปุ๋ย ซึ่งมีสต๊อกปุ๋ยในประเทศใช้ได้ถึงเดือนพฤษภาคม และ</p>

<p>อยู่ระหว่างการขนส่ง ซึ่งจะมาเติมสต๊อกและสามารถใช้ได้ถึงเดือนสิงหาคม ส่งผลให้ยังสามารถควบคุมราคาปุ๋ยได้ ขณะเดียวกันยังสนับสนุนให้</p>

<p>เกษตรกรใช้ปุ๋ยอินทรีย์มากขึ้น พร้อมทั้งมีโครงการลดต้นทุนให้เกษตรกร ผ่านโครงการธงเขียว 2) วัตถุดิบอาหารสัตว์ ยังมีสต๊อกเพียงพอ และมีมาตรการรองรับโดยสนับสนุนให้ใช้วัตถุดิบทดแทน เช่น ปลายข้าว และมันเส้น 3) เม็ดพลาสติกที่จะนำมาผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์อาหาร มีสต๊อกประมาณ 4 เดือน 4) การลดต้นทุนพลังงาน พร้อมสนับสนุนนโยบายการใช้พืชเกษตรผลิตน้ำมันไบโอดีเซล ซึ่งจะทำให้ความต้องการใช้ปาล์มดิบเพิ่มขึ้น และเกษตรกรได้ผลผลิตราคาดีขึ้น ยืนยันว่า สถานการณ์สินค้าและราคาภายในประเทศยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ สินค้าอุปโภคบริโภคยังมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนทั่วประเทศ ขณะที่นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการประเมินเบื้องต้นในช่วงสัปดาห์แรกของเหตุการณ์ ผลกระทบต่อ GDP ไทยยังอยู่ในกรอบเดิม แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง ได้จัดทำฉากทัศน์ไว้ 3 กรณี เพื่อประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป กรณีแรก คือความขัดแย้งจำกัดวงอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางและยุติภายใน 1 เดือน ซึ่งจะทำให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ มีข้อจำกัดเพียงระยะสั้น โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ 75-85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และเงินเฟ้อจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 1% กรณีที่ 2 คือสถานการณ์ยืดเยื้อประมาณ 3 เดือน และการผลิตรวมทั้งการขนส่งน้ำมันดิบในภูมิภาค</p>

<p>มีข้อจำกัดมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง หลายประเทศ</p>

<p>เริ่มมีภาวะถดถอยและเงินเฟ้อสูงขึ้น โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ 95-105 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และเงินเฟ้อของไทยจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.9% ส่วนกรณีที่ 3 คือภาวะสงครามเต็มรูปแบบ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อทุกประเทศรวมถึงประเทศไทย โดยในระยะนี้ สภาพัฒน์ฯ อยู่ระหว่างประเมินผลกระทบเชิงลึกต่อเศรษฐกิจโลก ปริมาณการค้า และผลต่อเศรษฐกิจไทยเพิ่มเติม ก่อนเสนอผลการประเมินและมาตรการรองรับตามขั้นตอนต่อไป</p>

<p>สำหรับผลกระทบหลักที่เริ่มเห็นชัดอยู่ในภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคขนส่ง ซึ่งขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เริ่มมีมาตรการช่วยเหลือในเบื้องต้นแล้ว และสภาพัฒน์ฯ กำลังรวบรวมมาตรการเพิ่มเติมเพื่อเตรียมรองรับ หากสถานการณ์ยืดเยื้อและส่งผลกระทบมากขึ้น โดยเฉพาะต่อกลุ่มเปราะบาง ประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการ SMEs และภาคธุรกิจขนาดใหญ่</p>

<p>ส่วนการเตรียมพร้อมเรื่องยารักษาโรค นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ได้สั่งการให้ทุกโรงพยาบาลตรวจสอบสต๊อกยา และแหล่งจัดหายาว่ามาจากที่ใดบ้าง ขณะนี้ยืนยันว่า</p>

<p>ยังมียาเพียงพอในสต๊อกหลายเดือน เนื่องจากไทยซื้อยาจากประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศจีน ไม่ได้ซื้อยาจากประเทศแถบตะวันออกกลาง แต่ไม่ได้ประมาท เพราะคาดการณ์ว่าการขนส่งที่อาจล่าช้า และต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้ราคายามีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น จึงได้ประสานกับภาคเอกชนและโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบริหารจัดการยาและเวชภัณฑ์ไม่มีปัญหา ส่วนรถฉุกเฉินของโรงพยาบาลนั้น ยังอยู่ในภาวะปกติ และได้สั่งการให้โรงพยาบาลเตรียมความพร้อมการออกตรวจผู้ป่วยให้ไม่ติดขัด และขณะนี้ยังไม่ต้องมีการประสานขอสำรองน้ำมันสำหรับรถฉุกเฉิน</p>

<p>แนวทางการสื่อสาร</p>

<p>1. นำเสนอ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ประชุมและแถลง ศบก. กำหนดแนวทางการบริหารราคาน้ำมันของประเทศ</p>

<p>โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ได้เน้นย้ำให้มีการประกาศราคาน้ำมันอย่างชัดเจน</p>

<p>2. นำเสนอกระทรวงพลังงาน ปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 50 สตางค์ต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 18 มี.ค. 69 เป็นต้นไป กำหนดเพดานไว้ไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร ยืนยันว่าประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการใช้ 101 วัน ขออย่าตื่นตระหนกและกักตุนน้ำมัน และย้ำให้ประชาชนประหยัดพลังงาน</p>

<p>3. นำเสนอกระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่า สินค้าอุปโภคบริโภคและราคาภายในประเทศยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนทั่วประเทศ มีสินค้าควบคุมและบริการควบคุม จำนวน 59 รายการ โดยเฉพาะสินค้า 8 รายการที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพ และขอความร่วมมือผู้ประกอบการตรึงราคาสินค้าเพื่อลดภาระประชาชน</p>

<p>4. นำเสนอกระทรวงสาธารณสุข สั่งตรวจสอบสต๊อกยาทุกโรงพยาบาล ยืนยันว่ายังมียาเพียงพออีกหลายเดือน พร้อมประสานกับภาคเอกชนและโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบริหารจัดการยาและเวชภัณฑ์ไม่มีปัญหา</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.prd.go.th/th/file/get/file/20260320e871331ffbb38988a01b1c3e79791f3f091417.jpg' type='image/jpg' length='219721' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“สีหศักดิ์” ประชุมระดับโลกว่าด้วยการฉ้อโกง สะท้อนบทบาทไทยในการปราบปรามอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ให้เป็นวาระสำคัญของโลก]]></title>
<link>https://nongkhai.prd.go.th/th/content/category/detail/id/6/iid/486937</link>
<guid isPermaLink="false">69632f35be119d03c33a72c587813788</guid>
<pubDate>Fri, 20 Mar 2026 09:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://nongkhai.prd.go.th/cms/s169/u83/202603199983397c031eabe401d5fb9c.jpg" style="width: 2500px; height: 1667px;" /></p>

<p>(16 มี.ค. 69) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงในการเปิดการประชุมเต็มคณะของการประชุมระดับโลกว่าด้วยการฉ้อโกง (Global Fraud Summit) สาธารณรัฐออสเตรีย ในหัวข้อ &ldquo;Scam centres: the rising sophistication and cross-border impact of fraud&rdquo; ณ ศูนย์ระหว่างประเทศกรุงเวียนนา โดยได้ย้ำความสำคัญของไทยในการต่อต้านการฉ้อโกง โดยเฉพาะการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (online scams) ซึ่งเป็นอาชญากรรมที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วจากการแสวงประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ทันสมัย และพื้นที่ซึ่งธรรมาภิบาลและหลักนิติธรรมอ่อนแอหรือขาดหาย ส่งผลกระทบต่อประชาชนนับล้านคนทั่วโลก ทั้งด้านความมั่นคง และเศรษฐกิจ รวมถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยความร่วมมือระหว่างประเทศ</p>

<p>มีความสำคัญในการจัดการกับอาชญากรรมดังกล่าว</p>

<p>โดยไทยได้ประกาศให้การต่อต้านอาชญากรรมการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตเป็นวาระแห่งชาติ และยกระดับการดำเนินการทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ อาทิ การจัดตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการส่งเสริมความร่วมมือกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime: UNODC) และองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (International Criminal Police Organization: INTERPOL) รวมถึงภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศแลกเปลี่ยนข่าวกรอง ส่งเสริมการสืบสวนสอบสวนและการตอบสนองข้ามพรมแดนอย่างทันท่วงที และเสริมสร้างขีดความสามารถในการติดตามและนำทรัพย์ที่ได้จากการกระทำผิดคืนสู่ผู้เสียหายโดยเร็ว</p>

<p>ที่ผ่านมาไทยได้ผลักดันการปราบปรามการฉ้อโกง โดยเฉพาะ online scams ผ่านเวทีการประชุมระหว่างประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยการเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้เป็นการยืนยันความมุ่งมั่นของไทยในการผลักดันประเด็นการต่อต้านการฉ้อโกงให้เป็นวาระสำคัญของโลก และต่อยอดผลการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (International Conference on the Global Partnership against Online Scams) เมื่อวันที่ 17 - 18 ธันวาคม 2568 ที่กรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างความตระหนักในระดับโลกถึงปัญหาอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต และความร่วมมือเพื่อปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้ไปด้วยกัน</p>

<p>จากนั้นได้กล่าวถ้อยแถลงและประกาศคำมั่นเพื่อต่อต้านการฉ้อโกงของประเทศไทยในกิจกรรม High-level Special Session on national commitment/ pledges on combatting fraud ในการประชุมดังกล่าว ซึ่งย้ำว่า การฉ้อโกงในระดับโลก โดยเฉพาะการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (online scams) เป็นภัยคุกคามเร่งด่วนต่อประชาคมระหว่างประเทศ ก่อให้เกิดความเสียหายทางด้านการเงินและละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมถึงการค้ามนุษย์เพื่อบังคับให้กระทำผิด (forced criminality) โดยเครือข่ายอาชญากรเหล่านี้ดำเนินการข้ามพรมแดน ทำให้มีความยากลำบากต่อการปราบปรามอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ประชาคมระหว่างประเทศจึงต้องร่วมมือกันเพื่อรับมือกับขบวนการฉ้อโกง พร้อมแสดงความรับผิดชอบและเจตนารมณ์ทางการเมืองต่อการทำลายเครือข่ายอาชญากรหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะประเทศที่เป็นแหล่งของปฏิบัติการผิดกฎหมายเหล่านี้ ซึ่งไทยมีความพยายามอย่างต่อเนื่องในการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต และความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับหุ้นส่วนจากทุกภูมิภาคทั่วโลกในการปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้ พร้อมทั้งประกาศคำมั่นว่า</p>

<p>1. ประเทศไทยจะเสริมสร้างและบังคับใช้มาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน</p>

<p>2. พัฒนาการบูรณาการข้อมูลและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อพัฒนาการตรวจจับการฉ้อโกงและเพิ่มประสิทธิภาพการติดตามเส้นทางการทำธุรกรรม</p>

<p>3. เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศและภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวกรอง และพยานหลักฐาน</p>

<p>พร้อมกันนี้ยังได้ลงนามรับรองเอกสารผลลัพธ์การประชุมฯ 2 ฉบับ ได้แก่ (1) Call to Action on Combatting Fraud และ (2) Global Public-Private Partnership Framework against Fraud โดยมีนาย John Brandolino รักษาการผู้อำนวยการบริหารสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime: UNODC) และรักษาการผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานสหประชาชาติ ณ กรุงเวียนนา พร้อมผู้แทนระดับสูงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย ได้แก่ นางเอกสิริ ปิณฑะรุจิ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ร่วมเป็นสักขีพยาน</p>

<p>นอกจากนี้ ยังได้กล่าวเปิดกิจกรรมคู่ขนาน จัดโดยสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime: UNODC) ในหัวข้อ &ldquo;Intelligent Threats with a Global Reach: The Evolution of Scam Centres and Cybercrime in Southeast Asia&rdquo; โดยได้สะท้อนถึงภัยคุกคามจากอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (online scams) ต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นแหล่งที่ตั้งของศูนย์ปฏิบัติการการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตจำนวนมาก ส่งผลให้ประเทศในภูมิภาครวมถึงไทย เป็นด่านหน้าและรับผลกระทบจากอาชญากรรมเหล่านี้ พร้อมย้ำว่า อาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตมีความซับซ้อนและมีวิวัฒนาการที่รวดเร็ว</p>

<p>โดยไม่ได้เพียงสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและความมั่นคง แต่ยังเป็นภัยคุกคามต่อสิทธิมนุษยชนในหลายมิติ ดังนั้น ประเทศต่าง ๆ จึงต้องร่วมมือกันเพื่อปราบปรามปัญหานี้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผลการประชุมดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า การเชื่อมโยงและสอดประสานความพยายามของทุกฝ่ายเป็นหัวใจของการแก้ไขปัญหา ซึ่งกิจกรรมคู่ขนานนี้จะช่วยตอบโจทย์ในเรื่องดังกล่าว และการเข้าร่วมการประชุมของประเทศไทย</p>

<p>ในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทอย่างต่อเนื่องของประเทศในการผลักดันประเด็นการต่อต้านการฉ้อโกง โดยเฉพาะอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ให้เป็นวาระสำคัญของโลก และย้ำความสำคัญของการส่งเสริมหลัก</p>

<p>นิติธรรม การเสริมสร้างความตระหนักรู้และภูมิคุ้มกันให้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอาชญากรรมที่ร้ายแรงดังกล่าว</p>

<p>อีกทั้ง นายสีหศักดิ์ ยังได้หารือกับนางสาวชาร์ล็อตต์ คูเกิลเบิร์ก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงยุติธรรมราชอาณาจักรสวีเดน ซึ่งทั้งสองฝ่ายย้ำความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อต่อต้านการฉ้อโกง โดยเฉพาะอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมทั้งที่ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์และแรงงานบังคับ ทั้งนี้นางสาวชาร์ล็อตต์ ขอบคุณประเทศไทยสำหรับความร่วมมือในการปฏิบัติการจับกุมเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดและการฟอกเงิน และหวังที่จะกระชับความร่วมมือระหว่างสองประเทศในด้านนี้ต่อไป</p>

<p>(17 มี.ค. 69) นายสีหศักดิ์ ได้หารือกับนางเบอาเทอ ไมเนิล-ไรซิงเงอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศสาธารณรัฐออสเตรีย โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง การส่งเสริมระบอบพหุภาคีนิยม ความร่วมมือระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป ทั้งองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development : OECD) และ องค์การว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (Organization for Security and Co-operation in Europe : OSCE) ในฐานะที่ประเทศไทยเป็น Asian Partner for Co-operation รวมถึงการสนับสนุนบทบาทของออสเตรียกับอาเซียน และกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาคอื่น ๆ โดยฝ่ายไทย ยืนยันสนับสนุนบทบาทและความร่วมมือของออสเตรียต่ออาเซียน นอกจากนี้ได้หารือการส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย-ออสเตรีย ทั้งสองฝ่ายแสดงความมุ่งมั่นที่จะกระชับความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึงการยกระดับกลไกความร่วมมือด้านการเมือง การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี โดยเฉพาะพลังงานทางเลือก การพัฒนาคนและทักษะฝีมือแรงงาน และความร่วมมือด้านการศึกษา</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.prd.go.th/th/file/get/file/202603206795a6133756ce98e62f79615bbfdfeb091309.jpg' type='image/jpg' length='915671' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ สั่งพลังงาน ตรึงราคาน้ำมันดีเซล ลิตรละ 29.94 บาท 15 วัน ยืนยัน น้ำมันเพียงพอ ขอประชาชนอย่ากักตุน]]></title>
<link>https://nongkhai.prd.go.th/th/content/category/detail/id/6/iid/482884</link>
<guid isPermaLink="false">7bbcd06a9095f25d5c9f35a41ebf6a6b</guid>
<pubDate>Fri, 06 Mar 2026 14:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://nongkhai.prd.go.th/cms/s169/u83/202603042a293bb8e8b768534af931d2.jpg" style="width: 1080px; height: 1080px;" /></p>

<p>(3 มี.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมศูนย์ติดตามสถานการณ์เพื่อประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (War Room) ร่วมกับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และผู้บริหารกระทรวงฯ รวมถึงสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ทุกแห่งในภูมิภาค เพื่อรับทราบพัฒนาการและความคืบหน้าในการดูแลและช่วยเหลือคนไทยตามสถานการณ์ของแต่ละประเทศ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีรายงานคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางได้รับผลกระทบรุนแรง โดยกระทรวงการต่างประเทศ จะยังคงติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่องและเตรียมเส้นทางการอพยพทั้งทางบกและอากาศ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและข้อจำกัดด้านการปิดน่านฟ้า ตลอดจนประสานงานกับประเทศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การช่วยเหลือคนไทยเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด</p>

<p>นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้มีการประชุมหารือผ่านระบบออนไลน์ร่วมกับเอกอัครราชทูตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งและเตรียมมาตรการดูแลคนไทยในพื้นที่ โดยยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของประชาชน ขณะนี้ได้เร่งดำเนินการอพยพคนไทยในประเทศอิหร่าน ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงสูงจำนวนประมาณ 270 - 300 คน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อเดินทางออกจากอิหร่านและกลับสู่ประเทศไทยโดยเร็วที่สุด โดยภาครัฐได้เตรียมปัจจัยรองรับครบถ้วนเหลือเพียงขั้นตอนการประสานงานด้านเอกสารและกำหนดการเดินทาง สำหรับประเทศอิสราเอลซึ่งมีแรงงานไทยประมาณ 60,000 คน ปัจจุบันมีผู้แสดงความประสงค์เดินทางกลับประมาณ 20 คน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนไม่มากนัก แม้ขณะนี้สถานการณ์ยังควบคุมได้ แต่รัฐบาลได้เตรียมแผนรองรับหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง</p>

<p>ทั้งนี้ ได้กำชับเอกอัครราชทูตทุกประเทศให้อำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่แก่คนไทยที่ประสงค์จะเดินทางกลับหากไม่สามารถเดินทางออกจากประเทศได้โดยตรงจะประสานเคลื่อนย้ายไปยังประเทศที่น่านฟ้ายังเปิด เพื่อเดินทางกลับประเทศไทยอย่างปลอดภัย พร้อมย้ำว่ารัฐบาลจะดำเนินการทุกวิถีทางอย่างรวดเร็วและรอบคอบ เพื่อดูแลความปลอดภัยของคนไทยในต่างประเทศอย่างดีที่สุด</p>

<p>สำหรับข้อกังวลถึงผลกระทบด้านพลังงานจากกรณีที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ รัฐบาลมีมาตรการบริหารจัดการน้ำมันอย่างรัดกุม สามารถใช้อำนาจตามกฎหมายจำกัดการส่งออกได้หากมีความจำเป็นด้านความมั่นคง เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยมีพลังงานเพียงพอในทุกสถานการณ์ โดยปัจจุบันไทยยังคงสั่งห้ามส่งออกน้ำมันยกเว้นการส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เนื่องจากความเป็นบ้านพี่เมืองน้อง และปัจจุบันไทยยังต้องซื้อไฟจากลาว อย่างไรก็ตามน้ำมันที่ส่งออกไปลาวเป็นส่วนที่เหลือหรือเกินจากปริมาณการใช้ใน ประเทศไทย ส่วนเรื่องราคาน้ำมันหากกำลังการผลิตน้ำมันของโลกได้รับผลกระทบ ย่อมส่งผลต่อกลไกตลาดและราคาพลังงาน รัฐบาลได้ติดตามอย่างใกล้ชิด และได้สั่งการให้กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซลในราคาลิตรละ 29.94 บาท เป็นเวลา 15 วัน ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป หลังจากนั้นจะพิจารณามาตรการช่วยเหลือประชาชนอีกครั้ง โดยสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ทุกสถานีขายน้ำมันดีเซล ลิตรละ 29.94 บาท พร้อมยืนยันว่าปัจจุบันประเทศไทยยังมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับการใช้ภายในประเทศ ยังไม่เข้าสู่ขั้นวิกฤตและไทยไม่ได้มีแหล่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเท่านั้นแต่ยังมีแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบจากภูมิภาคอื่นด้วย หากสถานการณ์ยืดเยื้อ รัฐบาลจะดูแลทั้งความปลอดภัยของคนไทยในต่างประเทศ การควบคุมค่าครองชีพภายในประเทศ การป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าและการสำรองเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศ โดยจะหารือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน เพื่อตรึงราคาสินค้าที่มีผลกระทบต่อต้นทุนจากการใช้ชีวิตของประชาชน ในวันที่ 4 มีนาคม 2569 โดยจะดำเนินมาตรการทุกด้านเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้เหลือน้อยที่สุด ด้านการสื่อสารข้อมูล ได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดตั้งศูนย์แถลงข่าว เพื่อรายงานสถานการณ์ล่าสุดอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้กำชับหน่วยงานความมั่นคง โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ดูแลความปลอดภัยภายในประเทศอย่างเข้มงวด ทั้งในมิติการท่องเที่ยวและการดูแลชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศไทย เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นและความเป็นเอกภาพในการบริหารสถานการณ์</p>

<p>สำหรับความมั่นคงด้านพลังงาน นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้ประชุม กบน. โดยที่ประชุมมีมติให้ตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ราคา 29.94 บาทต่อลิตร ต่อเนื่อง 15 วัน แม้ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ปรับตัวสูงขึ้น มีผลตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป หลังจากนั้นจะพิจารณามาตรการช่วยเหลือประชาชนอีกครั้งหนึ่ง โดยวันที่ 4 มีนาคม 2569 สถานีบริการน้ำมันทุกสถานีจำหน่ายน้ำมันดีเซลลิตรละ 29.94 บาทต่อลิตร และเพิ่มการชดเชยน้ำมันดีเซล 2.77 บาทต่อลิตร อีกทั้งลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันในกลุ่มเบนซิน 0.38 - 0.70 บาทต่อลิตร จะส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในกลุ่มน้ำมันดีเซลและเบนซินทุกชนิดที่หน้าสถานีบริการมีราคาคงเดิม โดยกระทรวงพลังงาน ได้ตั้งวอร์รูมเพื่อติดตามสถานการณ์เนื่องจากมีแนวโน้มขยายวงกว้างและอาจเกิดผลกระทบต่อการปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ กระทรวงพลังงานจึงต้องเฝ้าระวังและวิเคราะห์สถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากระดับราคาน้ำมันดิบตลาดโลกส่งสัญญาณผันผวนต่อเนื่อง และเพื่อไม่ให้ประชาชนในประเทศได้รับผลกระทบมากเกินไป ที่ประชุม กบน. จึงได้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยลดแรงกระแทกดังกล่าว โดยลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนฯ สำหรับน้ำมันในกลุ่มเบนซิน และแก๊สโซฮอล์ เพื่อให้ราคาขายปลีกคงเดิม และขอให้มั่นใจได้ว่าประเทศไทยจะยังมีสำรองน้ำมันเพียงพอ ไม่ขาดแคลน และราคาอยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่กระทบต่อประชาชนมากนัก ทั้งนี้ปัจจุบันฐานะกองทุนน้ำมันฯ ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 กองทุนน้ำมันฯ เป็นบวกอยู่ที่ 2,459 ล้านบาท</p>

<p>สำหรับน้ำมันที่ใช้ในประเทศ 50% มาจากตะวันออกกลางยังมี 1 ใน 3 ที่ไม่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ มีน้ำมันอีก 40% ไม่ผ่านตะวันออกกลาง ทุกวันนี้ยังมีน้ำมันเข้ามาเติมเรื่อย ๆ ไทยยังมีเวลาในการหาแหล่งอื่น ส่วนน้ำมันสำรองที่มีประมาณ 60 วัน หมายถึงกรณีที่ไม่มีมาจากแหล่งอื่น ขณะนี้ได้มีการเจรจากับสหรัฐอเมริกา แอฟริกาตะวันตก มาเลเซีย และประเทศอื่น ๆ พร้อมขอให้เชื่อมั่นว่าไทยมีน้ำมันใช้อย่างเพียงพอ ส่วนกรณีแก๊สธรรมชาติเหลว (LNG) ที่นำมาใช้ผลิตไฟฟ้า 20% ผ่านจากกาตาร์ 10-20% ไทยสามารถหาจากแหล่งอื่นได้ เช่น เพิ่มก๊าซในอ่าวไทย รวมถึงเจรจากับมาเลเซีย หรือ สปป.ลาว เป็นแผนสำรอง ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าสามารถบริหารจัดการน้ำมัน และไฟฟ้าได้ไม่ขาดแคลน</p>

<p>ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกและกักตุนน้ำมัน การกักตุนน้ำมันในปริมาณมาก เข้าข่ายผิดกฎหมายและอาจเกิดอันตรายจากการจัดเก็บที่ไม่ถูกวิธี กระทรวงพลังงานจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากสถานการณ์เข้าขั้นวิกฤต พร้อมที่จะดำเนินมาตรการระงับการส่งออกตามความเหมาะสม โดยคำนึงถึงประโยชน์ของคนไทยเป็นสำคัญ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.prd.go.th/th/file/get/file/202603066b0c6f4c39a13b8a907370eec36cdd72144213.jpg' type='image/jpg' length='1229179' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี” สั่งควบคุมราคาสินค้า บรรเทาความเดือดร้อนประชาชน “ท่องเที่ยว” เร่งช่วยเหลือ นักท่องเที่ยวตกค้าง ]]></title>
<link>https://nongkhai.prd.go.th/th/content/category/detail/id/6/iid/482882</link>
<guid isPermaLink="false">e723a7ec7b7e9d4bb2b83703b27a52b8</guid>
<pubDate>Fri, 06 Mar 2026 14:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://nongkhai.prd.go.th/cms/s169/u83/2026030404f65a558808edc244c2534b.jpg" style="width: 1080px; height: 1080px;" /></p>

<p>(3 มี.ค. 69) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการประชุมประเมินสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม พบว่า ไทยมีสัดส่วนการค้าโดยตรงกับประเทศคู่ขัดแย้งไม่สูง โดยในปี 2568 ไทยส่งออกไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางมูลค่า 12,475.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 3.67 ของมูลค่าการส่งออกรวม จึงยังไม่พบสัญญาณการยกเลิกหรือชะลอคำสั่งซื้อในภาพรวม</p>

<p>อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งผลกระทบที่มีนัยสำคัญจะอยู่ในระดับภูมิภาคตะวันออกกลางและภาพรวมเศรษฐกิจโลก ขณะนี้มีความตึงตัวมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่ต้องพึ่งพาการขนส่งสินค้าทางเรือผ่านเส้นทางหลักในภูมิภาคดังกล่าว สถานการณ์ความไม่ปลอดภัยและข้อจำกัดด้านเส้นทางเดินเรือได้ส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าทางเรือโดยตรง ทำให้ผู้ประกอบการที่ต้องขนส่งสินค้าทางเรือหลายรายต้องปรับเส้นทางเดินเรือ เพิ่มระยะเวลาเดินทาง ส่งผลให้ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย และต้นทุนโลจิสติกส์ปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งยังเกิดความตึงตัวของตู้คอนเทนเนอร์และตารางเรือในบางเส้นทางซึ่งกระทบต่อผู้ส่งออกไทย</p>

<p>นอกจากนี้ราคาพลังงานในตลาดโลกมีแนวโน้มผันผวน ซึ่งอาจส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งในระยะถัดไป กระทรวงพาณิชย์จึงประเมินว่าแม้ผลกระทบทางตรงยังจำกัดแต่ผลกระทบทางอ้อมผ่านกลไกราคาและโลจิสติกส์ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด จึงกำหนดมาตรการเชิงรุก 6 แนวทางสำคัญ ได้แก่</p>

<p>1. การบริหารจัดการราคาสินค้าและป้องกันการฉวยโอกาส กำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด ป้องกันการกักตุนหรือปรับขึ้นราคาเกินสมควร พร้อมติดตามการส่งผ่านต้นทุนพลังงานสู่ราคาสินค้า</p>

<p>2. การจัดหาแหล่งวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตสำรอง ประสานผู้นำเข้าสำรวจสต็อกและกระจายความเสี่ยงไปยังแหล่งนำเข้านอกพื้นที่เสี่ยง รวมถึงสนับสนุนการใช้วัตถุดิบภายในประเทศมากขึ้น</p>

<p>3. การสนับสนุนผู้ส่งออกและบริหารจัดการโลจิสติกส์ร่วมกับภาคเอกชนประเมินผลกระทบค่าระวางเรือและค่าประกันภัยที่ปรับสูงขึ้น ให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านการบริหารต้นทุน การปรับเงื่อนไขการส่งมอบสินค้า และการกระจายตลาดเพื่อลดความเสี่ยง</p>

<p>4. การประสานงานใกล้ชิดกับผู้ประกอบการที่ต้องขนส่งสินค้าทางเรือและผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ติดตามสถานการณ์เส้นทางเดินเรือ ความแออัดของท่าเรือ และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อประเมินผลต่อโครงสร้างต้นทุนการส่งออก</p>

<p>5. การขับเคลื่อนบทบาทเชิงรุกของทูตพาณิชย์ มอบหมายให้รายงานสถานการณ์การค้า ความเชื่อมั่นผู้นำเข้า และมาตรการที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด พร้อมให้คำแนะนำผู้ประกอบการไทยในการบริหารความเสี่ยง</p>

<p>6. การวิเคราะห์ผลกระทบต่อเงินเฟ้อและเสถียรภาพราคา ประเมินผลจากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นต่อโครงสร้างต้นทุนและมูลค่าการส่งออก เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างตรงจุดและทันท่วงที</p>

<p>ทั้งนี้รัฐบาลเตรียมแผนรองรับ ทั้งการดูแลราคาสินค้า การบริหารจัดการต้นทุน และการสนับสนุนผู้ส่งออกให้สามารถรักษาตลาดต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยจะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการค้าไทยในช่วงสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง ทั้งนี้ผู้ประกอบการสามารถขอรับคำปรึกษาและติดตามข้อมูลสถานการณ์การส่งออกเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน 1169</p>

<p>ด้านนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงพลังงานเพื่อติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งได้ประสานไปยังผู้ค้าน้ำมันที่เป็นพันธมิตรกับกรม ได้แก่สถานีบริการน้ำมัน พีทีที พีที บางจาก และซัสโก้ ซึ่งทุกรายแจ้งว่ายังไม่มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงแต่อย่างใด ประกอบกับกระทรวงพลังงานยังคงมีมาตรการตรึงราคาน้ำมันในช่วงนี้ จึงยังไม่มีเหตุปัจจัยด้านต้นทุนพลังงานที่จะทำให้ผู้ผลิตหรือผู้ค้าปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการ และได้ย้ำชัดเจนห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาโดยเด็ดขาด นอกจากนี้ได้เร่งประสานไปยังผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคหลายราย ขณะนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบในด้านต้นทุนและเพื่อป้องกันการฉวยโอกาส ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทั้งในส่วนกลาง และประสานไปยังสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าและบริการ โดยเฉพาะสินค้าที่มีความเชื่อมโยงกับต้นทุนพลังงานและการขนส่ง เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์ราคาอย่างใกล้ชิด พร้อมป้องกันการอ้างสถานการณ์ต่างประเทศเป็นเหตุปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุอันสมควร และกำชับผู้ประกอบการให้ปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและบริการอย่างชัดเจน ถูกต้อง และครบถ้วนตามกฎหมาย ทั้งนี้การฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าและบริการ การกักตุนสินค้า หรือกระทำการใดที่ส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</p>

<p>ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกเนื่องจากสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีเพียงพอและยังไม่พบปัจจัยที่จำเป็นต้องปรับขึ้นราคา โดยกรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่ฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชน เพื่อดูแลค่าครองชีพและรักษาความเป็นธรรมด้านราคาให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากประชาชนพบเห็นการขึ้นราคาสินค้าและบริการโดยไม่มีเหตุอันสมควร ไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือมีพฤติการณ์กักตุนสินค้า สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือแจ้งผ่านสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายโดยทันที</p>

<p>ขณะที่นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เพื่อเป็นการติดตาม เฝ้าระวัง และเตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง จึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ดำเนินการ 3 มาตรการ ได้แก่ 1. แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ให้บริหารจัดการราคาสินค้าและบริการ โดยป้องกันการฉกฉวยโอกาสการขึ้นราคาและการกักตุน รวมทั้งกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และราคาพลังงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด 2. สร้างการรับรู้ให้กับประชาชนในพื้นที่ไม่ตื่นตระหนก เนื่องจากสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีเพียงพอ พร้อมทั้งสร้างความมั่นใจการดำเนินงานของภาครัฐในการดูแลค่าครองชีพและรักษาความเป็นธรรมด้านราคาให้กับประชาชน และ 3. กำกับดูแลการปฏิบัติงานของส่วนราชการภายในจังหวัดตามแนวทางและมาตรการของรัฐบาลและของทุกส่วนราชการอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ ให้ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดและอำเภอเป็นช่องทางเพื่อรับแจ้งข้อมูลหรือข้อร้องเรียนในกรณีมีผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าว</p>

<p>ส่วนการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ตกค้าง นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ภาพรวมการยกเลิกเที่ยวบินในตะวันออกกลาง สะสม 4 วัน (28 ก.พ. - 3 มี.ค. 69) มีการยกเลิกเที่ยวบินขาออก 105 เที่ยวบิน ขาเข้า 61 เที่ยวบิน รวมเป็น 166 เที่ยวบิน แต่ไม่มีรายงานผู้โดยสารตกค้างตามสนามบิน ทั้งนี้ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ได้ออกมาตรการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่สามารถเดินทางออกนอกราชอาณาจักรไทยเพื่อกลับประเทศได้ สำหรับผู้ที่การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุดลง (Overstay) ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยสามารถดำเนินการได้ตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้</p>

<p>- กรณีประสงค์จะเดินทางออกนอกประเทศ จะได้รับการยกเว้น ไม่ต้องเสียค่าเปรียบเทียบปรับ</p>

<p>- กรณีประสงค์จะขออยู่ต่อชั่วคราว พนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายก่อน จากนั้นจึงจะพิจารณาอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวต่อไปได้อีก ครั้งละไม่เกิน 30 วัน โดยผู้ยื่นคำร้องจะต้องเตรียมเอกสารประกอบการพิจารณา ดังนี้</p>

<p>- แบบคำขออนุญาตเพื่ออยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวต่อไป (ตม.7)</p>

<p>- สำเนาหนังสือเดินทาง หรือ เอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง</p>

<p>- หนังสือรับรองจากสถานทูต หรือ สถานกงสุล (ในกรณีที่ไม่สามารถขอหนังสือรับรองได้ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจะทำการบันทึกถ้อยคำ เพื่อระบุเหตุผลและความจำเป็นในการขออนุญาตอยู่ต่อเป็นการชั่วคราว ตามแบบฟอร์มที่กำหนดไว้)</p>

<p>- แบบฟอร์มการแจ้งข้อมูล (แบบ สตม.2, สตม.2/1 และ สตม.9)</p>

<p>ทั้งนี้ มาตรการเยียวยาดังกล่าวจะเริ่มมีผลดำเนินการตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หรือจนกว่าสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.prd.go.th/th/file/get/file/20260306f0a4b6300489ffe541e70740af4bc9ba144115.jpg' type='image/jpg' length='1357058' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ มอบ “เอกนิติ - ศุภจี” ติดตามการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เร่งประเมินผลกระทบ เตรียมมาตรการรองรับภาคการส่งออกและเศรษฐกิจไทย]]></title>
<link>https://nongkhai.prd.go.th/th/content/category/detail/id/6/iid/480234</link>
<guid isPermaLink="false">b54b148794629da4617ba28d3185d315</guid>
<pubDate>Thu, 26 Feb 2026 11:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://nongkhai.prd.go.th/cms/s169/u83/202602254afa41f7ab735457ade8967d.jpg" style="width: 1080px; height: 1080px;" /></p>

<p>(24 ก.พ. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีข้อสั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีถึงสถานการณ์การปรับขึ้นภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของสหรัฐอเมริกา ภายหลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกการจัดเก็บภาษีนำเข้าที่ออกตามกฎหมายอำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ โดยเห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้มาตรการภาษีเดิมที่เคยประกาศเรียกเก็บจากหลายประเทศ รวมถึงไทยในอัตราร้อยละ 19 ถูกยกเลิก อย่างไรก็ตาม นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ออกคำสั่งใหม่ โดยใช้อำนาจตามมาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้าของสหรัฐฯ กำหนดจัดเก็บภาษีนำเข้าจากทุกประเทศทั่วโลกในอัตราร้อยละ 15 เป็นการชั่วคราว และมีผลใช้บังคับได้ไม่เกิน 150 วัน แม้อัตราภาษีดังกล่าวจะต่ำกว่าเดิม แต่หลายฝ่ายประเมินว่าอาจส่งผลกระทบต่อการค้าโลกโดยเฉพาะภาคการส่งออกของประเทศคู่ค้า นายกรัฐมนตรีจึงได้มอบหมายให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมกับ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งประเมินผลกระทบต่อภาคการส่งออกและเศรษฐกิจไทยในภาพรวม เพื่อเตรียมมาตรการรองรับอย่างเหมาะสมและทันท่วงที</p>

<p>ขณะที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีการรายงานถึงกรณีที่ผู้นำสหรัฐอเมริกาปรับมาตรการภาษีตอบโต้รายประเทศเป็น 15% ทั่วโลก ซึ่งเป็นการใช้กฎหมายมาตรา 122 ของผู้นำสหรัฐฯ ในระยะต่อไปรัฐบาลจะดูความชัดเจนของมาตรการภาษี หลังจาก 150 วัน ว่าจะออกมาในลักษณะใด ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนในส่วนนี้ อย่างไรก็ตามในระยะสั้นถือว่าประเทศไทย ได้ประโยชน์ เพราะว่าเดิมไทยได้อัตราภาษีนำเข้าที่ 19% แต่ว่าหลังจากนี้ต้องรอความชัดเจนเพิ่มเติมส่วนรายละเอียดสินค้าต่าง ๆ ไม่ต้องมีการเจรจาใหม่ เนื่องจากสหรัฐฯ ได้มีการกำหนดราคาสินค้าซึ่งบางสินค้าได้มีการยกเว้นให้แล้ว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.prd.go.th/th/file/get/file/202602263275c12703a1850696e938d37bceed08111527.jpg' type='image/jpg' length='1301508' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“สีหศักดิ์” หารือทวิภาคีไทย - ฝรั่งเศส สถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา เสนอขึ้นทะเบียน “ชุดไทย” ขึ้นเวที HRC ร่วมแก้ปัญหาสแกมเมอร์ ที่นครเจนีวา]]></title>
<link>https://nongkhai.prd.go.th/th/content/category/detail/id/6/iid/480231</link>
<guid isPermaLink="false">e511b040a5e7484a3535309671a2c84c</guid>
<pubDate>Thu, 26 Feb 2026 11:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://nongkhai.prd.go.th/cms/s169/u83/2026022511f81e27f81283faca5f5f94.jpg" style="width: 1080px; height: 1080px;" /></p>

<p>(23 ก.พ. 69) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือทวิภาคีกับนาย Khaled Ahmed El-Enany Ali Ezz ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ที่สำนักงานใหญ่ยูเนสโก ในโอกาสเดินทางเยือนกรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยเป็นการพบกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกภายหลังทั้งสองฝ่ายเข้ารับตำแหน่ง นายสีหศักดิ์ได้แสดงความยินดีต่อการเข้ารับตำแหน่งของผู้อำนวยการใหญ่ฯ พร้อมทั้งเชิญเยือนไทยอย่างเป็นทางการ และแลกเปลี่ยนมุมมองต่อความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์และผลกระทบต่อระบบพหุภาคี ตลอดจนแนวทางการบริหารและปฏิรูปองค์กรของยูเนสโก นอกจากนี้ฝ่ายไทยได้ชี้แจงพัฒนาการสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย - กัมพูชา และหารือการเสนอขึ้นทะเบียน &ldquo;ชุดไทย&rdquo; เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อยูเนสโกในปี 2569 ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่ยูเนสโกจะขึ้นทะเบียนชุดไทยในปีนี้ เพราะชุดไทยเป็นเอกลักษณ์ของไทยอย่างแท้จริง ขณะที่ฝ่ายยูเนสโกได้แลกเปลี่ยนมุมมองด้านนโยบายและวิสัยทัศน์การบริหารองค์กร พร้อมสอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย &ndash; กัมพูชา นายสีหศักดิ์จึงได้ใช้โอกาสชี้แจงสถานการณ์ให้ฝ่ายยูเนสโกได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ซึ่งไทยเข้าเป็นสมาชิกยูเนสโกตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2492 และมีบทบาทอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคของยูเนสโกในไทย เมื่อปี 2504 ทั้งนี้ไทยมีแหล่งมรดกโลก 8 แหล่ง และรายการมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ 6 รายการ สะท้อนความร่วมมือที่เข้มแข็งและความมุ่งมั่นของไทยในการอนุรักษ์และส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมในเวทีพหุภาคีอย่างต่อเนื่อง</p>

<p>จากนั้นได้ให้สัมภาษณ์พิเศษแบบตัวต่อตัว (T&ecirc;te-&agrave;-t&ecirc;te) แก่สถานีโทรทัศน์ France 24 ซึ่งเป็นสื่อที่มีชื่อเสียงของฝรั่งเศสและเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ โดยการให้สัมภาษณ์ดังกล่าวครอบคลุมประเด็นสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย - กัมพูชา ตลอดจนพัฒนาการทางการเมืองล่าสุดในเมียนมา พร้อมชี้แจงท่าทีและแนวทางการดำเนินนโยบายของประเทศไทยต่อประเด็นสำคัญดังกล่าวอย่างรอบด้านนายสีหศักดิ์ ยังได้พบหารือทวิภาคีกับ นาย ฌ็อง-นอแอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับแนวทางกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ใกล้ชิดและยาวนานให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงระหว่างกันที่มีมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเพิ่มพูนความร่วมมือเพื่อยกระดับความสัมพันธ์ไปสู่การเป็น &ldquo;หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์&rdquo; ในโอกาสครบรอบ 170 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - ฝรั่งเศสในปีนี้ โดยการหารือครอบคลุมถึงการแลกเปลี่ยนในระดับประชาชน และวัฒนธรรม ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือเกี่ยวกับความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ และประเด็นความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญ ทั้งนี้ นายสีหศักดิ์ ชื่นชมบทบาทที่เป็นกลางและสร้างสรรค์ของฝรั่งเศสในการเสริมสร้างสันติภาพและเสถียรภาพโดยเฉพาะในบริบทของสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา การให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ในเมียนมา และความพยายามต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาค</p>

<p>(24 ก.พ. 69) ระหว่างการเดินทางไปนครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส เพื่อเข้าร่วมและกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมระดับสูง (High-Level Segment) ของการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Council : HRC) สมัยที่ 61 เพื่อแสดงวิสัยทัศน์และสะท้อนมุมมองของไทยในฐานะสมาชิก HRC วาระปี ค.ศ. 2025 &ndash; 2027 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือทางโทรศัพท์กับนางกายา กัลลัส ผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรปด้านการต่างประเทศและนโยบายความมั่นคงและรองประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับประเด็นระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย - ยูเครน และหารือพัฒนาการของสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย - กัมพูชา โดยสะท้อนว่า ไทยปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมที่ทั้งสองฝ่ายลงนามเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 อย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด</p>

<p>ทั้งนี้นายสีหศักดิ์ ได้กล่าวถ้อยแถลงของไทยในช่วงการประชุมระดับสูงของการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 61 (HRC) ณ Assembly Hall, Palais des Nations สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส โดยได้เริ่มการกล่าวถ้อยแถลงด้วยการระลึกถึงสมัยที่ดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงสำคัญที่มีการทบทวนการดำเนินงานของคณะมนตรีฯ และย้ำว่า ในช่วงเวลาที่ระบบพหุภาคีประสบความท้าทายเช่นในปัจจุบัน ประเทศต่าง ๆ ต้องร่วมมือกันเพื่อความสำเร็จและประสิทธิภาพของคณะมนตรีฯ นอกจากนี้เห็นว่า ปัญหาการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตข้ามพรมแดน หรือสแกมเมอร์ เป็นวิกฤตด้านสิทธิมนุษยชนระดับโลกที่เกิดจากการขาดหลักนิติธรรมในประเทศที่เครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ใช้เป็นฐานปฏิบัติการ โดยประเทศไทยได้รับผลกระทบโดยตรง และอยู่ในแนวหน้าของความพยายามระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหา โดยจะสานต่อความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อจัดการกับเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ พร้อมทั้งได้กล่าวตอบโต้นายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาที่กล่าวพาดพิงไทยในสถานการณ์ข้อพิพาทบริเวณชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาในการกล่าวถ้อยแถลงของประชุมระดับสูงในวันเดียวกัน ว่า กัมพูชากล่าวหาไทยบนข้อความเท็จและวาทกรรมที่บิดเบือนเพื่อทำให้ไทยเป็นผู้ร้าย โดยต้นเหตุของความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา เกิดจากการละเมิดและการยั่วยุซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมทั้งการแทรกแซงการเมืองภายในของไทยโดยฝ่ายกัมพูชา ส่งผลให้เกิดความตึงเครียดจนนำไปสู่การโจมตีอย่างไม่เลือกเป้าหมายและมีพลเรือนต้องเสียชีวิต ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านทั้งสองประเทศ ตั้งแต่อดีต ประเทศไทยมีแต่ความปรารถนาดีให้กับกัมพูชา โดยให้สถานที่พักพิงแก่ผู้ที่หลบหนีจากความขัดแย้ง และให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม รวมถึงร่วมฟื้นฟูประเทศภายหลังจากสงครามกลางเมืองในกัมพูชา ไทยไม่เคยมีเจตนาที่จะเผชิญหน้ากับกัมพูชาเพราะเข้าใจดีว่า สันติภาพของไทยไม่สามารถแยกออกจากสันติภาพของกัมพูชาได้ และโดยที่ขณะนี้ ทั้งสองฝ่ายมีข้อตกลงหยุดยิง แทนที่จะร่วมกันสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและก้าวไปข้างหน้าในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่ดี แต่กัมพูชากลับทำให้ปัญหาระหว่างสองประเทศเป็นประเด็นระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นการบั่นทอนโอกาสสำหรับสันติภาพ</p>

<p>สำหรับข้อกล่าวหาว่าไทยยึดครองดินแดนของกัมพูชานั้น ข้อเท็จจริงคือ ทั้งสองฝ่ายต่างเจรจาและเห็นชอบให้กองกำลังตั้งอยู่ที่ฐานที่มั่นเดิมในช่วงที่มีข้อตกลงหยุดยิงในระหว่างที่อยู่ระหว่างการรอการหารือเพื่อแก้ไขปัญหา และจนถึงปัจจุบันนี้ กัมพูชาก็ยังคงยั่วยุ ทหารไทยยังคงต้องเผชิญกับทุ่นระเบิด และกัมพูชายังคงยิงข้ามมายังฝั่งไทยแม้กระทั่งในวันนี้ ทั้งนี้ ไทยยังคงยืนยันที่จะยึดมั่นในการเจรจา แต่ขณะเดียวกัน ไทยก็มีหน้าที่ในการปกป้องอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนโดยปราศจากเงื่อนไข ดังนั้น จึงขอตั้งคำถามกับฝ่ายกัมพูชาว่า ประสงค์ที่จะเลือกเส้นทางแห่งสันติภาพ หรือเส้นทางแห่งความตึงเครียดและความขัดแย้งให้ดำรงต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.prd.go.th/th/file/get/file/202602266cf20328d334922578b669dc5a63aae6111335.jpg' type='image/jpg' length='1374475' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. อนุมัติการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ก่อหนี้ใหม่เพิ่มกว่า 52,000 ล้านบาท ไม่เกินกรอบหนี้ 70% ส่งเสริมความก้าวหน้าโครงสร้างพื้นฐาน]]></title>
<link>https://nongkhai.prd.go.th/th/content/category/detail/id/6/iid/482892</link>
<guid isPermaLink="false">46233bf622fc35a53350b7416bcddc41</guid>
<pubDate>Wed, 25 Feb 2026 14:52:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://nongkhai.prd.go.th/cms/s169/u83/20260225a40ec15062725529952f7d90.jpg" style="width: 1080px; height: 1080px;" /></p>

<p>(24 ก.พ. 69) คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและรับทราบตามที่คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ เสนอ ดังนี้</p>

<p>1. อนุมัติและรับทราบตามข้อเสนอของคณะกรรมการฯ ตามมติที่ประชุมครั้งที่ 4/2568 เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ดังนี้</p>

<p>อนุมัติการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 1 โดยมีการปรับเพิ่มวงเงิน 2 แผน ได้แก่ (1) แผนการก่อหนี้ใหม่ปรับเพิ่ม 52,076.12 ล้านบาท จากเดิม 1,207,306.75 ล้านบาท เป็น 1,259,382.87 ล้านบาท และ (2) แผนการชำระหนี้ ปรับเพิ่ม 30,469.30 ล้านบาท จากเดิม 503,056.95 ล้านบาท เป็น 533,526.25 ล้านบาท และปรับลดวงเงิน 1 แผน ได้แก่ แผนการบริหารหนี้เดิม ปรับลด 232,484.05 ล้านบาท จากเดิม 1,876,915.14 ล้านบาท เป็น 1,644,431.09 ล้านบาท</p>

<p>การปรับปรุงแผนฯ ในครั้งนี้ มีสาระสำคัญ เช่น (1) เงินกู้ในประเทศปรับเพิ่ม 33,222.66 ล้านบาท เพื่อรองรับความก้าวหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ และรถไฟฟ้าชานเมือง ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จำนวน 8 โครงการ รวมวงเงิน 28,920 ล้านบาท และเงินกู้เพื่อลงทุนในโครงการพัฒนาของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) (2) เงินกู้ต่างประเทศปรับเพิ่ม 18,853.46 ล้านบาท จากการบรรจุโครงการใหม่ในแผนฯ ให้สอดคล้องกับแผนการดำเนินงาน ได้แก่ โครงการสร้างเครื่องกำเนิด*แสงซินโครตรอนระดับพลังงาน 3 GeV (ระดับพลังงานสูงของเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอน) และห้องปฏิบัติการวงเงิน 12,359.46 ล้านบาท และโครงการเมืองคาร์บอนต่ำและการพัฒนาตลาดคาร์บอน วงเงิน 6,494 ล้านบาท (3) การปรับเพิ่มแผนการชำระหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) จำนวน 35,486 ล้านบาท และ (4) การปรับลดวงเงินการปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้รัฐบาลที่ครบกำหนดในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงิน 226,972.88 ล้านบาท และการปรับเพิ่มวงเงินบางส่วนสำหรับการบริหารความเสี่ยงหนี้เงินกู้รัฐบาลที่ครบกำหนดในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 - 2573 เพื่อกระจายภาระหนี้และรองรับการออกพันธบัตรรัฐบาลในอนาคต (*แสงซินโครตอน คือ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความเข้มสูงมาก มีความสว่างสูงกว่าแสงปกติหลายล้านเท่าใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง)</p>

<p>นอกจากนี้การปรับปรุงแผนฯ มีโครงการพัฒนา โครงการ และรายการที่ขอบรรจุเพิ่มเติมและต้องเสนอขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรี จำนวน 18 โครงการ/รายการ และมีรัฐวิสาหกิจ จำนวน 1 แห่ง ที่มีสัดส่วนความสามารถในการหารายได้เทียบกับภาระหนี้ของกิจการ (Debt Service Coverage Ratio : DSCR) ต่ำกว่า 1 เท่า ได้แก่ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) (0.48 เท่า) ที่ต้องเสนอขออนุมัติการกู้เงินต่อคณะรัฐมนตรีและมีรัฐวิสาหกิจ จำนวน 19 แห่ง ที่ต้องขออนุมัติการกู้เงินของรัฐวิสาหกิจเพื่อลงทุนในโครงการพัฒนา และการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ต่อคณะรัฐมนตรี โดยให้ รฟท. รับความเห็นและข้อสังเกตของคณะกรรมการฯ ไปดำเนินการ รวมทั้งเห็นควรให้หน่วยงานที่บรรจุกรอบวงเงินกู้ภายใต้แผนฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ปรับปรุงครั้งที่ 1 เร่งรัดการดำเนินการตามแผนฯ ดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ คาดการณ์ว่า ระดับประมาณการหนี้สาธารณะคงค้างต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ภายหลังการปรับปรุงแผนฯ จะอยู่ที่ร้อยละ 68.48 (กรอบไม่เกินร้อยละ 70) และยังอยู่ภายในกรอบกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง</p>

<p>2. อนุมัติการกู้เงินของรัฐบาลเพื่อการก่อหนี้ใหม่ การกู้มาและการนำไปให้กู้ต่อ การกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ และการค้ำประกันเงินกู้ให้กับรัฐวิสาหกิจ ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 มาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินและจัดการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2541 มาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินและจัดการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ระยะที่สอง พ.ศ. 2545 และมาตรา 8 แห่งพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 รวมทั้งขออนุมัติการกู้เงินของรัฐวิสาหกิจเพื่อลงทุนในโครงการ พัฒนา และการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ภายใต้กรอบวงเงินของการปรับปรุงแผนฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 1 และให้กระทรวงการคลัง เป็นผู้พิจารณาการกู้เงิน วิธีการกู้เงิน เงื่อนไข และรายละเอียดต่าง ๆ ของการกู้เงิน การค้ำประกันและการบริหารความเสี่ยงในแต่ละครั้งได้ตามความเหมาะสมและจำเป็น ทั้งนี้ หากรัฐวิสาหกิจสามารถดำเนินการกู้เงินได้เองก็ให้สามารถดำเนินการได้ตามความเหมาะสมและจำเป็นของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ ทั้งนี้กระทรวงการคลัง พิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องนี้ไม่เข้าข่ายตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเป็นไปตามแนวทางปฏิบัติอันเนื่องมาจากการยุบสภาผู้แทนราษฎรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 เนื่องจากโครงการและรายการที่บรรจุในการปรับปรุงแผนฯ ดังกล่าว คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้ดำเนินการและกำหนดแหล่งเงินไว้ชัดเจนแล้ว อีกทั้งวงเงินที่เสนอไม่เกินกรอบวงเงินที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้ ประกอบกับกระทรวงคมนาคม สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงบประมาณ (สงป.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พิจารณาแล้วเห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง/เห็นควรอนุมัติและรับทราบตามที่คณะกรรมการฯ เสนอ โดยมีความเห็นเพิ่มเติมบางประการ เช่น สำนักงบประมาณ เห็นว่ากระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรกำกับ ติดตาม และเร่งรัดหน่วยงานเจ้าของโครงการดำเนินการและเบิกจ่ายเงินกู้ให้สอดคล้องและบรรลุวัตถุประสงค์ตามแผนที่กำหนดไว้ และธนาคารแห่งประเทศไทย เห็นว่าควรมีการพิจารณาการระดมทุนให้อยู่ภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม ควบคู่กับการติดตามความคืบหน้าการดำเนินโครงการ และเร่งรัดให้เกิดการลงทุนดังกล่าวอย่างต่อเนื่องและเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ ในขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องนี้มิได้เป็นการกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการหรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงเป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปสามารถพิจารณาอนุมัติ เห็นชอบ และรับทราบได้ตามที่เห็นสมควร โดยที่เรื่องนี้เป็นการดำเนินการตามข้อ 15 ของระเบียบคณะกรรมการฯ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2561 ที่กำหนดให้กรณีที่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะระหว่างปีให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะพิจารณาความเหมาะสมตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยกรณีไม่เกินกรอบวงเงินที่ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการฯ และรายงานคณะรัฐมนตรีทราบ และกรณีเกินกรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี หรือกรณีโครงการพัฒนาหรือโครงการที่ไม่ได้บรรจุไว้ในแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ให้เสนอคณะกรรมการฯ เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ จึงเข้าข่ายเรื่องที่เสนอคณะรัฐมนตรีได้ตามมาตรา 4 (1) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.prd.go.th/th/file/get/file/20260306eb46807910931ecc22362bbe541ef7b1145222.jpg' type='image/jpg' length='1451209' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ กำชับ มหาดไทย - ตำรวจ เข้มงวดความมั่นคงชายแดนภาคใต้ความปลอดภัยในโรงเรียน และปราบปราม ยาเสพติด]]></title>
<link>https://nongkhai.prd.go.th/th/content/category/detail/id/6/iid/478138</link>
<guid isPermaLink="false">f926ee145a7855ad105bfd9e3901f4a9</guid>
<pubDate>Fri, 20 Feb 2026 09:52:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://nongkhai.prd.go.th/cms/s169/u83/20260218990ab77378b5fd42f8373058.jpg" style="width: 1080px; height: 1080px;" /></p>

<p>(17 ก.พ. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ห้องประชุมเสนาณรงค์ อาคารกองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 42 ค่ายเสนาณรงค์ ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี นายก้องสกุล จันทราช ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา นายคณิต คงช่วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ร่วมประชุม</p>

<p>นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่ภาคใต้โดยเฉพาะเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นที่โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ที่สร้างความสะเทือนใจต่อสังคมเป็นอย่างยิ่ง เพราะเกิดขึ้นในโรงเรียนซึ่งต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย ดังนั้น รัฐบาลขอแสดงความห่วงใยและเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และครอบครัวที่ได้รับผลกระทบทุกคน โดยได้มีการมอบเงินกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี จำนวน 1,000,000 บาท และเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา กระทรวงยุติธรรม จำนวน 200,000 บาท ให้แก่ครอบครัว นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ รวมทั้งกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรร จะได้มอบทุนแก่บุตรของนางศศิพัชร จนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ซึ่งขอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันทบทวนมาตรการด้านความปลอดภัย ทั้งในสถานศึกษา ชุมชน และพื้นที่สาธารณะ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก ทั้งนี้ การสร้างสังคมที่ปลอดภัยถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ระดับครัวเรือนไปจนถึงรัฐบาล การทำงานอย่างบูรณาการและการมีส่วนร่วมของชุมชนจะเป็นพลังสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความสงบเรียบร้อย และความมั่นคงในระยะยาว ขอให้เจ้าหน้าที่ติดตามการดำเนินคดี และขยายผลให้ถึงต้นตอของแรงจูงใจในการก่อเหตุพร้อมขอเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ด้วยมาตรการเชิงรุกในระดับพื้นที่ 5 มาตรการ ได้แก่</p>

<p>1. การยกระดับความปลอดภัยในสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้กระทรวงศึกษาธิการร่วมกับกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดทำ &ldquo;มาตรการรักษาความปลอดภัยเชิงรุกในโรงเรียน&rdquo; ทั่วประเทศ ทั้งการประเมินความเสี่ยง การซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างจริงจังและต่อเนื่อง การจัดระบบเฝ้าระวัง และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ชุมชน และฝ่ายความมั่นคง เพื่อป้องกันและตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที</p>

<p>2. การจัดการปัญหายาเสพติดเชิงรุก โดยให้กระทรวงมหาดไทยเน้นย้ำผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัด (ศอ.ปส.จ.) บูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนในพื้นที่ มุ่งลดจำนวนผู้เสพรายใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ควบคู่กับการรณรงค์สร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชน เร่งค้นหาผู้ใช้ ผู้เสพ และผู้ติดยาเสพติด นำเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาและฟื้นฟู อีกทั้งต้องปราบปรามผู้ค้ายาเสพติดทุกระดับอย่างเด็ดขาด ตัดวงจรการแพร่ระบาดในหมู่บ้านและชุมชน</p>

<p>3. การควบคุมอาวุธปืนอย่างเข้มงวดและจริงจัง โดยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกระทรวงมหาดไทย ทบทวนมาตรการควบคุมอาวุธปืนทั้งระบบ โดยยังคงมาตรการควบคุมอาวุธปืนทั้งระบบต่อไป</p>

<p>4. การสร้างระบบเฝ้าระวังชุมชนเข้มแข็ง โดยให้ทุกจังหวัดเสริมสร้างบทบาทของชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเครือข่ายภาคประชาชน ให้มีส่วนร่วมในการสอดส่องดูแลเด็ก และเยาวชนกลุ่มเสี่ยง สร้างกลไกแจ้งเตือนภัยในพื้นที่ พัฒนาชุมชนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยร่วมกัน</p>

<p>5. เพิ่มประสิทธิภาพด้านการข่าวอย่างเต็มศักยภาพ</p>

<p>นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ในช่วงนี้อยู่ในช่วงเทศกาลรอมฎอนของชาวมุสลิม ขอให้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวังและป้องกันการก่อเหตุสร้างสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติศาสนกิจของชาวมุสลิม โดยให้หน่วยงานด้านความมั่นคงใช้กฎหมายที่มีอยู่ทั้งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ได้แก่ อำเภอสะบ้าย้อย นาทวี เทพา และ จะนะ ที่เป็นพื้นที่ที่เคยมีเหตุความไม่สงบเกิดขึ้น อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ครอบคลุมทั้งการป้องกัน ป้องปราม และสกัดกั้นการก่อเหตุความไม่สงบ โดยไม่ให้กระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน และบรรยากาศที่เอื้อต่อการท่องเที่ยวและการลงทุนของพื้นที่ รวมถึงสนับสนุนกระบวนการพูดคุยสันติสุขอย่างต่อเนื่อง เพื่อแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งอย่างสันติ และนำไปสู่การแก้ปัญหาในพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไป</p>

<p>ขอชื่นชมและให้กำลังใจกำลังพลด้านความมั่นคง และเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการปฏิบัติหน้าที่ วางกลยุทธ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะ ด้านการข่าว อย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทั้งกลไก กอ.รมน.ภาค 4 กลไก กอ.รมน.จังหวัด บูรณาการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงการดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตควบคู่ไปด้วย เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อย และความเป็นอยู่ของประชาชน เพราะหากได้รับผลกระทบ ประชาชนคือผู้ได้รับผลกระทบ จึงต้องทำให้เสียงสะท้อนของประชาชนเกิดผลลัพธ์อย่างมีประสิทธิภาพ และขอให้ทุกหน่วยงานให้ความสำคัญกับการดูแลสิทธิสวัสดิการ และขวัญกำลังใจของกำลังพลผู้ปฏิบัติงาน ทั้งเรื่องความปลอดภัยในการทำงาน การเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ รวมถึงการดูแลครอบครัวของเจ้าหน้าที่ ให้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ยืนยันว่า บุคคลในครอบครัวของกำลังพล และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ จะยังคงได้รับสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลเสมือนกำลังพลและเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตนั้นยังรับราชการอยู่ ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการดำเนินการ และเชื่อมั่นว่า ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน จะสามารถร่วมกันดูแลพื้นที่ ให้มีความสงบเรียบร้อย ร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหา และพัฒนาพื้นที่ให้เกิดความมั่นคงปลอดภัยต่อไป</p>

<p>นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ได้รับรายงานว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ให้ความเห็นชอบเงินเยียวยากรณีภัยพิบัติน้ำท่วม ครัวเรือนละ 9,000 บาท วงเงินประมาณ 2,000 ล้านบาท เป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดได้เร่งประสานกับอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เร่งโอนเงินให้กับครัวเรือนที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้วโดยทันที และรายงานให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยเพื่อรายงานเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีรับทราบต่อไป นอกจากนี้การป้องกันเหตุอุทกภัยในอนาคต จะต้องมีการถอดบทเรียนอย่างหนัก ทั้งจังหวัดสงขลา และทุกจังหวัดใกล้เคียง ครอบคลุมทั้งเรื่องการดูแลผู้ป่วยติดเตียงและผู้อยู่ในภาวะพึ่งพิง มีการบริหารจัดการลำเลียงอาหารและเครื่องดื่มไปให้ประชาชนที่ประสบภัยในพื้นที่ และจะต้องมีการซีลพื้นที่ จัดทำกำแพงกั้นน้ำถาวรพื้นที่สำคัญ โดยเฉพาะ โรงพยาบาล ที่ต้องดูแลผู้ป่วยตลอดเวลา ทั้งนี้ หากพิจารณาในด้านงบประมาณเยียวยาผู้ประสบภัยปีละ 40,000 ล้านบาท ซึ่งประชาชนได้รับเงินเพียงครัวเรือนละ 9,000 บาท นั้นไม่เพียงพอ และประชาชนก็ไม่ได้ปรารถนาที่จะได้รับในทุกปี ดังนั้นจึงได้สั่งการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ได้เร่งดำเนินการด้านการบริการจัดการน้ำ ก่อสร้างพนังกั้นน้ำและทางระบายน้ำถาวร (Floodway) เพื่อการป้องกันเหตุอุทกภัยถาวรในอนาคตต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.prd.go.th/th/file/get/file/20260220881106fe2a962c6ba2e1c8f7a8d29207095254.jpg' type='image/jpg' length='1418556' />
</item>
</channel>
</rss>
