<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวประชาสัมพันธ์]]></title>
<link>https://nongkhai.prd.go.th/th/content/category/index/id/6</link>
<atom:link href="https://nongkhai.prd.go.th/th/content/category/index/id/6" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบให้ ขสมก. ใช้พื้นที่ของ รฟม. เป็นที่จอดรถโดยสารประจำทาง EV เชื่อมต่อการเดินทางให้กับผู้ใช้รถไฟฟ้า สร้างรายได้ให้ รฟม.]]></title>
<link>https://nongkhai.prd.go.th/th/content/category/detail/id/6/iid/508628</link>
<guid isPermaLink="false">24a8d9845dc39feb2f5fa57b428eef20</guid>
<pubDate>Tue, 02 Jun 2026 12:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://nongkhai.prd.go.th/cms/s169/u83/202605272de5c3bbacd8f7347d445a53.jpg" style="width: 526px; height: 526px;" /></p>

<p>(26 พ.ค. 69) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ใช้พื้นที่ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อเป็นที่จอดรถโดยสารประจำทางและกิจการสาธารณูปโภค จำนวน 3 แห่ง และให้คิดค่าตอบแทนการใช้พื้นที่ดังกล่าวตามที่ตกลงกันตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอ โดย รฟม. จะสงวนสิทธิในการขอคืนพื้นที่กรณีมีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่ในภารกิจตามวัตถุประสงค์ของ รฟม. ได้แก่</p>

<p>1) พื้นที่บริเวณศูนย์ซ่อมบำรุง สถานีคลองบางไผ่ โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (พื้นที่สถานีคลองบางไผ่ฯ) มูลค่า 175.016 ล้านบาท</p>

<p>2) พื้นที่บริเวณลานจอดแล้วจร สถานีเคหะฯ โครงการรถไฟฟ้า สายสีเขียว ช่วงแบริ่ง - สมุทรปราการ (พื้นที่สถานีเคหะฯ) มูลค่า 91.988 ล้านบาท</p>

<p>3) พื้นที่บริเวณศูนย์ซ่อมบำรุงห้วยขวาง มูลค่า 224.993 ล้านบาท เพื่อให้ ขสมก. ใช้เป็นอู่จอดรถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานสะอาด (EV) ของ ขสมก. ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568</p>

<p>อนุมัติให้ ขสมก. เช่ารถโดยสารประจำทาง EV จำนวน 1,520 คัน เพื่อทดแทนรถโดยสารเดิมของ ขสมก. ที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 20 - 30 ปี รวมทั้งติดตั้งระบบอัดประจุไฟฟ้าสำหรับชาร์จไฟฟ้ารถโดยสารประจำทาง</p>

<p>โดยการเช่าพื้นที่ รฟม. เพื่อใช้เป็นที่จอดรถโดยสารประจำทาง EV ดังกล่าว มีระยะเวลาการเช่ารวมทั้งสิ้น 8 ปี นับตั้งแต่ส่งมอบพื้นที่ รฟม. พิจารณาแล้วเห็นว่า การใช้พื้นที่ดังกล่าวไม่ได้ทำให้วัตถุประสงค์ของการเวนคืนเดิมต้องเสียไปโดยสิ้นเชิง เพราะ รฟม. ยังสามารถให้บริการกิจการรถไฟฟ้าได้ตามปกติ ซึ่งเป็นไปตามนัยมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2562 นอกจากนี้ การอนุญาตให้ ขสมก. ใช้พื้นที่ในครั้งนี้ จะเป็นการเพิ่มศักยภาพของพื้นที่พัฒนาเชิงพาณิชย์และพื้นที่ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ของ รฟม. ให้เกิดประโยชน์และสร้างรายได้ให้แก่ รฟม. เนื่องจากวัตถุประสงค์ในการใช้ประโยชน์พื้นที่ของ รฟม. เพื่อเป็นที่จอดรถโดยสารประจำทาง EV นั้น เป็นไปเพื่อให้บริการประชาชนและจะเป็นการเชื่อมต่อการเดินทางให้กับผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า ซึ่งจะส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้บริการขนส่งมวลชนสาธารณะมากยิ่งขึ้น และจะส่งผลให้ รฟม. มีจำนวนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าและมีรายได้เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย</p>

<p>โดย ขสมก. มีแผนลงนามในสัญญาเช่าพื้นที่และรับมอบพื้นที่ในเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งต้องใช้เวลาในการปรับปรุงพื้นที่ประมาณ 1 ปีนับจากวันรับมอบพื้นที่ เช่น ปรับปรุงลานจอดรถ ก่อสร้างหลังคาคลุมรถ และติดตั้งระบบอัดประจุไฟฟ้า ซึ่งจะแล้วเสร็จในช่วงเวลาใกล้เคียงกับกำหนดการรับมอบรถงวดที่ 1 ในเดือนเมษายน 2570</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.prd.go.th/th/file/get/file/20260602465a4dbe85203437f0207583d434a07b120617.jpg' type='image/jpg' length='57378' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบ “โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น เฟส 2” บรรจุในพื้นที่ภูมิลำเนา ยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย]]></title>
<link>https://nongkhai.prd.go.th/th/content/category/detail/id/6/iid/508627</link>
<guid isPermaLink="false">40b95de3b83e9f0a959c9b7b36703419</guid>
<pubDate>Tue, 02 Jun 2026 12:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://nongkhai.prd.go.th/cms/s169/u83/20260527a5499bd89c8aed8f74cc42c4.jpg" style="width: 526px; height: 526px;" /></p>

<p>(26 พ.ค. 69) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการดำเนินงาน &ldquo;โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ระยะที่ 2&rdquo; พ.ศ. 2569 - 2582 ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอ พร้อมทั้งอนุมัติจัดสรรกรอบวงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 2,037.96 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นงบดำเนินการในการเพิ่มศักยภาพทักษะความเป็นครู และเป็นงบในการบริหารจัดการโครงการ</p>

<p>สำหรับโครงการในระยะที่ 2 นี้ เป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ระยะที่ 1 ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อ</p>

<p>1. ผลิตครูภายใต้ระบบจำกัดรับในสาขาวิชาที่ขาดแคลนและมีความจำเป็นต่อการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานตามความต้องการของพื้นที่และหน่วยงานผู้ใช้ครู</p>

<p>2. ผลิตครูให้มีทักษะและสมรรถนะสูงมีความรู้ทางวิชาการ และบูรณาการกับความเชี่ยวชาญทางวิชาชีพและมีอุดมการณ์ในวิชาชีพครู</p>

<p>3. ส่งเสริมและสนับสนุนสถาบันอุดมศึกษาฝ่ายผลิตครูในการปฏิรูปหลักสูตรและกระบวนการจัดการเรียนการสอนและสร้างต้นแบบของหลักสูตรเชิงนวัตกรรม ที่เน้นการสร้างชุดทักษะจากประสบการณ์การเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริง</p>

<p>4. พัฒนาสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และกรุงเทพมหานครให้เป็นโรงเรียนนำร่องในการจัดการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษา ฝ่ายผลิตครูและนักศึกษาทุนภายใต้โครงการ และนำไปสู่เป้าหมายในการพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐานของผู้เรียน รวมทั้งขยายเครือข่ายชุมชนการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ</p>

<p><img alt="📌" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/tac/1/16/1f4cc.png" width="16" />เป้าหมายการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ระยะที่ 2</p>

<p>1. เพื่อผลิตครูคุณภาพที่มีทักษะและสมรรถนะ ทั้งทักษะวิชาชีพครู ทักษะภาษาอังกฤษ และทักษะการใช้เทคโนโลยี รวมทั้งสิ้น 16,033 คน รวม 9 รุ่น โดยจะเริ่มรับนักศึกษารุ่นแรกตั้งแต่ปีการศึกษา 2570 - 2578 และจะเริ่มบรรจุเข้ารับราชการครูตั้งแต่ปี พ.ศ. 2574 &ndash; 2582 ในสถานศึกษาทั่วประเทศ</p>

<p>2. สถาบันอุดมศึกษาฝ่ายผลิตครูที่เข้าร่วมโครงการสามารถผลิตครูคุณภาพให้กับหน่วยงานผู้ใช้ครูได้จำนวน 16,033 คน มีหลักสูตรและรูปแบบการเรียนการสอนในการผลิตครูที่มีทักษะ สมรรถนะ และศักยภาพสูง โดยเน้นการปฏิบัติงานจริงในโรงเรียนฝึกหัดครูเพื่อร่วมพัฒนาวิชาชีพ และเกิดการพัฒนาการศึกษาของผู้เรียนขั้นพื้นฐานในโรงเรียนฝึกหัดครูเพื่อร่วมพัฒนาวิชาชีพ</p>

<p>3. ยกระดับทักษะ/สมรรถนะ และความฉลาดรู้ของผู้เรียนตามแนวทางของโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for International Student Assessment: PISA) ให้มีคะแนนไม่น้อยกว่าคะแนนเฉลี่ยขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาในปีที่ 9 ของโครงการ</p>

<p>ประโยชน์ที่จะได้รับ</p>

<p>1. ช่วยให้สถาบันอุดมศึกษาผลิตครูในสาขาและพื้นที่ที่ขาดแคลนให้กับหน่วยงานผู้ใช้ครู ทั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาและกรุงเทพมหานคร ได้อย่างมีคุณภาพ</p>

<p>2. เมื่อสำเร็จการศึกษาและผ่านเกณฑ์แล้ว จะได้รับการบรรจุให้เข้ารับราชการครูในพื้นที่ภูมิลำเนา หรือพื้นที่อื่นตามความต้องการของหน่วยงานผู้ใช้ครู โดยมีเงื่อนไขต้องไม่ขอโยกย้ายเป็นระยะเวลา 5 ปี นับจากวันที่มีคำสั่งบรรจุเข้ารับราชการ</p>

<p>รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปฏิรูประบบการผลิตครูและการพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นอย่างมาก โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ระยะที่ 2 นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาครูขาดแคลนในพื้นที่ห่างไกล</p>

<p>ได้อย่างตรงจุดแล้ว ยังเป็นกลไกหลักในการสร้างครูยุคใหม่ที่มีสมรรถนะสูง พร้อมเปลี่ยนแปลงห้องเรียนและยกระดับขีดความสามารถของเยาวชนไทยให้ก้าวสู่ระดับสากลได้อย่างยั่งยืน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.prd.go.th/th/file/get/file/20260602b1d6789a8abc19dbf8bf2adf797e6ff5120446.jpg' type='image/jpg' length='41290' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. อนุมัติ  “ไทยช่วยไทยพลัส” บรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนกว่า 43 ล้านคน เริ่มลงทะเบียน 25 พ.ค.]]></title>
<link>https://nongkhai.prd.go.th/th/content/category/detail/id/6/iid/506467</link>
<guid isPermaLink="false">b85ccea0a2d457a79c7902bbd48300ac</guid>
<pubDate>Tue, 26 May 2026 08:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://nongkhai.prd.go.th/cms/s169/u83/20260520bfc5cb1129910e0a9963faac.jpg" style="width: 1080px; height: 1080px;" /></p>

<p>+</p>

<p>(19 พ.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทยพลัส&rdquo; กรอบวงเงินไม่เกิน 175,718.66 ล้านบาท ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบวงเงินกู้ 200,000 ล้านบาท</p>

<p>ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส&rdquo; เพื่อช่วยประชาชนและผู้ประกอบการรายเล็กรับมือกับวิกฤตค่าครองชีพที่กำลังส่งผลกระทบเป็นระลอก จากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น สู่ต้นทุนสินค้าและบริการที่แพงขึ้น และอาจลุกลามไปสู่ภาวะกำลังซื้อหดตัว หากไม่เร่งดูแลอย่างทันท่วงที โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส&rdquo; จึงออกแบบมาเพื่อประคับประคองประชาชนทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ทั้งกลุ่มเปราะบางผ่านโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประชาชนทั่วไปผ่านโครงการ 60/40 ที่รัฐช่วยจ่าย 60% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยร้านค้ารายเล็กรายน้อยทั่วประเทศที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตต้นทุนที่สูงขึ้น ช่วยต่อลมหายใจให้ธุรกิจเดินต่อได้ พร้อมทั้งเรียนรู้การค้าขายด้วยระบบดิจิทัลและ AI วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องตัวเลขเศรษฐกิจ แต่คือวิกฤตต้นทุนและค่าครองชีพ ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อหดหาย และอาจนำไปสู่การปิดตัวของธุรกิจรายเล็กที่ไม่มีสายป่านยาวพอและส่งผลต่อการจ้างงาน ทั้งหมดนี้จะกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของคนไทยจำนวนมาก จึงต้องร่วมกันประคองกำลังซื้อ ลดภาระค่าครองชีพ และช่วยให้ประชาชน ร้านค้า และ SMEs ฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน</p>

<p>โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส&rdquo; จะมุ่งเน้น 1) ช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางผ่านกลไกของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรฯ) และ 2) บรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและประคับประคองกำลังซื้อภาคประชาชนรวมถึงช่วยเหลือผู้ค้าขายรายย่อยให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ โดยมีรายละเอียด ดังนี้</p>

<p>1. โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง</p>

<p>คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติการจัดสรรงบประมาณให้แก่กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม สำหรับโครงการสนับสนุนและช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ตลอดปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อให้ผู้มีบัตรฯ ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐอย่างต่อเนื่องในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 สำหรับเป็นวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม วงเงินค่าเดินทาง</p>

<p>ผ่านระบบขนส่งสาธารณะ และวงเงินค่าไฟฟ้าและน้ำประปา รวมทั้งเป็นเบี้ยสวัสดิการเพิ่มเติมให้แก่คนพิการ และได้อนุมัติโครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าครองชีพจากวิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบอย่างรวดเร็วและรุนแรงต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง โดยผู้มีบัตรฯ จำนวนประมาณ 13.18 ล้านราย จะได้รับวงเงินเพิ่มอีกจำนวน 700 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มเติมจากวงเงินที่ได้รับเดิมจำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน รวม 1,000 บาทต่อเดือนเป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน - กันยายน 2569 (กรณีมีวงเงินคงเหลือในเดือนใด จะไม่มีการสะสมไปในเดือนถัดไป)</p>

<p>กระทรวงการคลังจะเร่งรัดให้มีการดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่เพื่อคัดกรองตามเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนดสำหรับผู้มีบัตรฯ เดิม พร้อมทั้งประสานกับกระทรวงมหาดไทยสำรวจกลุ่มคนชายขอบที่ตกหล่นให้ได้กลุ่มคนที่ถูกต้อง ตรงตามเป้าหมาย และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน</p>

<p>2. โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชน รวมถึงช่วยให้ผู้ประกอบการร้านค้ามีรายได้จากการขายสินค้าและบริการเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยภาครัฐให้การสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ให้แก่ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เพื่อนำไปใช้จ่ายกับผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) โดยมีรายละเอียด ดังนี้</p>

<p>ระยะเวลาโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 30 กันยายน 2569</p>

<p>เปิดรับลงทะเบียนร้านค้า</p>

<p>1) กรณีเป็นผู้ประกอบการที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;ถุงเงิน&rdquo; ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 30 กันยายน 2569</p>

<p>2) กรณีเป็นผู้ประกอบการที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านสาขาของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 31 กรกฎาคม 2569</p>

<p>เปิดรับลงทะเบียนประชาชน ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 29 พฤษภาคม 2569 (เวลา 06.00 - 22.00 น.) จนกว่าจะครบจำนวน 30 ล้านคน</p>

<p>ประชาชนผู้ได้รับสิทธิสามารถใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2569 (เวลา 06.00 - 23.00 น.) โดยสามารถซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้าและบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) สำหรับการซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 (เวลา 06.00 - 21.00 น.)</p>

<p>กลุ่มเป้าหมาย ประชาชนจำนวนไม่เกิน 30 ล้านคน โดยมีคุณสมบัติ ดังนี้ 1) เป็นผู้มีสัญชาติไทย</p>

<p>2) มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน 3) มีบัตรประจำตัวประชาชน 4) ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการคนละครึ่งในอดีต ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 โครงการคนละครึ่ง พลัส และไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2569</p>

<p>การใช้จ่าย ภาครัฐสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ในอัตราร้อยละ 60 แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน - กันยายน 2569 (4 เดือน) ทั้งนี้ กรณีมีวงเงินสิทธิเหลือในเดือนใด จะไม่ทบสิทธิไปในเดือนถัดไป ซึ่งประชาชนกลุ่มเป้าหมายสามารถใช้สิทธิในโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; เพื่อซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) หรือซื้ออาหารและเครื่องดื่มจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) โดยรับชำระเงินผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;ถุงเงิน&rdquo; ซึ่งกระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลางจะดำเนินการโอนเงินในส่วนที่ภาครัฐร่วมจ่ายให้แก่ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ภายในระยะเวลาที่กำหนด</p>

<p>การดำเนินโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) จะเป็นการช่วยเหลือประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชน รวมถึงช่วยให้ผู้ประกอบการร้านค้ามีรายได้จากการขายสินค้าและบริการเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง จะช่วยสนับสนุนให้ประชาชนสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายและสภาพคล่องได้อย่างเหมาะสมในช่วงที่ค่าครองชีพอยู่ในระดับสูง และช่วยรักษาการบริโภคและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ</p>

<p>นอกจากนี้ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ยังจะได้มีการพัฒนาความรู้และทักษะที่จำเป็น ผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;ถุงเงิน&rdquo; โดยการนำปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เข้ามาวิเคราะห์ธุรกิจ เช่น การบริหารจัดการต้นทุน การบริหารจัดการสินค้าคงคลังและสภาพคล่องหมุนเวียน การวิเคราะห์ยอดขายตามช่วงเวลา เพื่อให้ผู้ประกอบการร้านค้าได้เรียนรู้ทักษะใหม่และเพิ่มทักษะที่จำเป็นต่อธุรกิจ ซึ่งเป็นการสนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยี รวมถึงสนับสนุนการจัดเก็บข้อมูลรายได้รายจ่ายเพื่อใช้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.prd.go.th/th/file/get/file/20260526849a91c3bed3e42408e6fab739194cda090014.jpg' type='image/jpg' length='1417264' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ สั่งการทุกจังหวัดเตรียมพร้อมรับมือภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง บรรเทาความเดือดร้อนประชาชน “อุตุฯ เตือนฝนตกหนัก ถึง 21 พ.ค.]]></title>
<link>https://nongkhai.prd.go.th/th/content/category/detail/id/6/iid/506466</link>
<guid isPermaLink="false">9efa30f09736635692566a3cb03dc837</guid>
<pubDate>Tue, 26 May 2026 08:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://nongkhai.prd.go.th/cms/s169/u83/20260520f5c070a5ba3c0e658005f195.jpg" style="width: 1080px; height: 1080px;" /></p>

<p>(19 พ.ค. 69) คณะองคมนตรี ประกอบด้วย นายพลากร สุวรรณรัฐ พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง และนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ร่วมสังเกตการณ์ ให้คำแนะนำและข้อห่วงใย ในการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์และเตรียมการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ปี 2569 ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธานการประชุม ผ่านระบบ Video Conference ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด</p>

<p>คณะองคมนตรีได้ให้คำแนะนำและข้อห่วงใยในการบริหารจัดการน้ำและแก้ไขปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืน โดยเน้นย้ำการน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นกรอบในการวางแผนบริหารจัดการน้ำในระยะยาว พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการบูรณาการข้อมูลสารสนเทศ เพื่อกำหนดเป้าหมายและสื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจถึงสถานการณ์อย่างชัดเจนและทันท่วงที ทั้งยังได้กำชับการเตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักรกลและอากาศยาน</p>

<p>ในการทำฝนหลวง การหารือร่วมกับหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่ป่าไม้เพื่อแก้ปัญหาเส้นทางในการจัดทำแหล่งกักเก็บน้ำบนพื้นที่สูง ตลอดจนการจัดสรรน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการในทุกภาคส่วน โดยคำนึงถึงน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของประชาชนเป็นลำดับแรก ควบคู่การรักษาสมดุลของน้ำเพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ให้สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง สำหรับด้านการเยียวยาและบรรเทาทุกข์ประชาชนได้ชื่นชมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้ว่าราชการจังหวัดที่เป็นกำลังหลักด่านหน้าในการเข้าถึงพื้นที่ โดยกำชับให้ดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งได้น้อมนำพระราชกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรที่ประสบเหตุอุทกภัยในพื้นที่พัทลุงและนครศรีธรรมราชว่า &ldquo;อย่าให้ลูกหลานประชาชนของเราอดข้าวแม้แต่มื้อเดียว&rdquo; ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของโรงครัวพระราชทาน มาเป็นหลักยึดในการปฏิบัติงาน เพื่อให้ทุกหน่วยงานมีความพร้อมในการเข้าช่วยเหลือ จัดเตรียมอาหาร ชดเชยค่าเสียหาย และดูแลทั้งร่างกายและจิตใจของประชาชนในทุกวิกฤตภัยได้อย่างรวดเร็วและไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง</p>

<p>ขณะที่นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลได้มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ภัยพิบัติที่มีความรุนแรงและมีความถี่ เกิดมากขึ้น และปัจจุบันประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้ว แต่จากการคาดการณ์พบว่าปีนี้จะมีปริมาณฝนน้อยกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากแนวโน้มการเผชิญกับสภาวะเอลนีโญ ในช่วงเดือนพฤษภาคม - กรกฎาคม 2569 และอาจต่อเนื่องจนถึงปลายปี ซึ่งจะทำให้หลายจังหวัดมีพื้นที่เสี่ยงและได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง โดยทุกหน่วยงานต่างน้อมนำพระราชกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานผ่านคณะองคมนตรี เมื่อปี พ.ศ. 2560 ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติในการเตรียมความพร้อมสถานการณ์จากภัยต่าง ๆ รวมถึงภัยแล้ง ได้แก่ 1. ติดตามสถานการณ์และเตรียมพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง 2. ปรับแผนเผชิญเหตุเป็นประจำให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาในแต่ละพื้นที่ รวมถึงสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน และ 3. บูรณาการให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างรวดเร็วทันท่วงที เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด</p>

<p>กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ภัยแล้ง ด้วยการประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานด้านการพยากรณ์ หน่วยงานบริหารจัดการน้ำ รวมถึงหน่วยงานทางวิชาการ เพื่อเฝ้าระวังติดตามสภาพอากาศ วิเคราะห์และประเมินสถานการณ์น้ำเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในระดับพื้นที่ได้กำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เตรียมความพร้อมจัดทำแผนเผชิญเหตุภัยแล้ง ให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำ สภาพความเสี่ยงภัยและความต้องการใช้น้ำต่าง ๆ ในพื้นที่ ประสานความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พร้อมช่วยเหลือประชาชน ทั้งเรื่องน้ำอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร พร้อมทั้งการใช้กลไกฝ่ายปกครองท้องถิ่นและท้องที่ร่วมสอดส่องดูแล สร้างการรับรู้ให้ประชาชนทราบถึงสถานการณ์ แนวทางการให้ความช่วยเหลือ และช่องทางการขอรับการช่วยเหลือของภาครัฐ</p>

<p>สำหรับพื้นที่ที่ยังไม่เกิดสถานการณ์ ได้กำชับทุกจังหวัดป้องกันล่วงหน้า เช่น การสูบน้ำเข้าระบบประปาหมู่บ้าน การล้างบ่อบาดาล กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำเพื่อเปิดทางน้ำ และเพิ่มปริมาณน้ำสำรองในพื้นที่ให้เพียงพอ ส่วนพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง ได้สั่งการให้จังหวัดดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุ โดยให้ประสานการปฏิบัติอย่างใกล้ชิดร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายพลเรือน ทหาร และเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนโดยเร่งด่วน และช่วยเหลือ เยียวยาให้เป็นไปด้วยความรวดเร็วและทั่วถึง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ทั้งนี้สาธารณภัยเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นวงรอบเป็นประจำทุกปี และได้มีการถอดบทเรียน วางแผนและปรับแผนการดำเนินการ ก่อสร้างโครงการต่าง ๆ เพื่อให้การระบายน้ำ และการกักเก็บน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ในกรณีประสบภัย ได้เยียวยาให้กับประชาชนด้วยความรวดเร็ว แม้ว่าเงินที่เยียวยารายครัวเรือนจะเทียบไม่ได้กับความสูญเสียที่ประชาชนได้รับ แต่รัฐบาลเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิด ประกอบกับการนำบทเรียนและประสบการณ์ต่าง ๆ ในการเผชิญเหตุเหล่านี้มาปรับปรุงแก้ไขและวางแผนในปีงบประมาณถัดไป โดยในช่วง 3 - 4 ปีที่ผ่านมา ได้จัดสรรงบประมาณช่วยเหลือเยียวยาภัยพิบัติทุกประเภท ทั้งอุทกภัย ภัยแล้ง และวิกฤตฝุ่น PM2.5 เป็นจำนวนเงินกว่า 40,000 ล้านบาทต่อปี แต่การเยียวยาก็ยังเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ จึงได้บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อปรับเปลี่ยนการใช้งบประมาณดังกล่าว มามุ่งเน้นการพัฒนาโครงการเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืน อาทิ การสร้างทางระบายน้ำและแหล่งกักเก็บน้ำที่ถาวร เพื่อรองรับวัฏจักรของสาธารณภัยในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งจะเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความมั่นคงให้แก่ประชาชนได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว</p>

<p>นายกรัฐมนตรียืนยันถึงความร่วมมือในการบูรณาการทำงานว่า ทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติหรือภัยใด ๆ ทุกภาคส่วนได้ร่วมแรงร่วมใจและระดมสรรพกำลังเข้าช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังความสามารถ รัฐบาลให้ความสำคัญและพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานด้านสาธารณภัย ตลอดจนการรับมือในภาวะวิกฤตอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาและสร้างความปลอดภัยสูงสุดให้แก่ประชาชน โดยยึดหลักการสำคัญคือ ต้องดูแลประชาชนผู้ประสบภัยให้ได้รับความสะดวกสบาย มีอาหารและที่พักพิงอย่างเพียงพอ เสมือนได้พักอาศัยอยู่ในบ้านของตนเอง เพื่อไม่ให้ประชาชนรู้สึกสิ้นหวังหรือถูกทอดทิ้ง ดังเช่นที่ได้แสดงให้เห็นแล้วจากสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดสงขลา รัฐบาลได้ทุ่มเทแก้ไขปัญหาอย่างเต็มกำลัง จนสามารถนำพาประชาชนก้าวผ่านวิกฤตการณ์มาได้ ความสำเร็จนี้ล้วนเกิดจากการบูรณาการความร่วมมืออย่างเข้มแข็งของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่มีเป้าหมายสูงสุดร่วมกันคือการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และขอนำคำแนะนำ ความห่วงใย และแนวทางการปฏิบัติงานของคณะองคมนตรี ไปเป็นแนวทางขับเคลื่อนงานต่าง ๆ ตลอดจนเป็นขวัญและกำลังใจ พร้อมทำหน้าที่เพื่อ &ldquo;บำบัดทุกข์ บำรุงสุข&rdquo; ประชาชนอย่างเต็มความสามารถ</p>

<p>นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้เตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง โดยระดมกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรกลสาธารณภัยจากศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ทั้ง 18 เขตทั่วประเทศ ทั้งเครื่องสูบน้ำระยะไกล รถบรรทุกน้ำ รถขุดเจาะบ่อบาดาล รถขุดตักไฮดรอลิก และรถผลิตน้ำดื่ม เพื่อสนับสนุนภารกิจสูบน้ำเข้าแหล่งผลิตประปาหมู่บ้าน เจาะบ่อบาดาล แจกจ่ายน้ำให้ประชาชน กำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ ทำฝายเปียกเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและป้องกันไฟป่า พร้อมเดินหน้าโครงการ &ldquo;มหาดไทยเติมน้ำ เติมสุข บำบัดทุกข์ คลายแล้ง ปี 2569&rdquo; สูบน้ำกลับเข้าแหล่งน้ำใน 18 จังหวัด ปริมาณรวม 1,997,691 ลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมประชาชน 34,169 ครัวเรือน ซึ่งได้บูรณาการข้อมูลจากดาวเทียมและข้อมูลสารสนเทศเพื่อประเมินสถานการณ์ และแจ้งให้ทั้ง 76 จังหวัดเตรียมพร้อมรับมือและแก้ไขปัญหาภัยแล้งอย่างครอบคลุมต่อไป</p>

<p>นอกจากนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา ยังได้ประกาศแจ้งเตือนฝนตกหนักถึงหนักมาก บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออก เฉียงเหนือตอนบน ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ถึงวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่มไว้ด้วย สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังค่อนข้างแรง โดยทะเลอันดามันตอนบนตั้งแต่จังหวัดภูเก็ตขึ้นมามีคลื่นสูง 2 &ndash; 3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนทะเลอันดามันตอนล่างตั้งแต่จังหวัดกระบี่ลงไป และอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือในบริเวณดังกล่าวเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ส่วนเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันตอนบนควรงดออกจากฝั่ง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.prd.go.th/th/file/get/file/2026052605e2c0e2b9be98c099cda70a42dc72c1085852.jpg' type='image/jpg' length='1620180' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. อนุมัติงบกลาง บรรเทาค่าครองชีพผู้มีสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ เยียวยา-มอบสิทธิบัตรทองฮีโร่ ดูแลครอบครัวกำลังพลชายแดนไทย - กัมพูชา]]></title>
<link>https://nongkhai.prd.go.th/th/content/category/detail/id/6/iid/504802</link>
<guid isPermaLink="false">fc8978de6f4a0bf3a9f102ded05798e0</guid>
<pubDate>Tue, 19 May 2026 11:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 2 เรื่อง ได้แก่ 1. อนุมัติงบกลาง จำนวน 1,667.68 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการแก่ผู้ผ่านคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ&nbsp;<br />
ปี 2565 จำนวน 13.33 ล้านคน เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจฐานรากและสังคมให้แก่ประชาชนตามนโยบายของรัฐบาล 2. อนุมัติงบกลาง จำนวน 452 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเยียวยากำลังพลที่ได้รับผลกระทบทั้งทางร่างกายและจิตใจจากกรณีสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย - กัมพูชา จำนวน 91 นาย อีกทั้ง คณะรัฐมนตรี<br />
ยังได้มีมติเห็นชอบให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ดำเนินการให้บุคคลในครอบครัวของข้าราชการทหารที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่บริเวณแนวชายแดนไทย - กัมพูชา จำนวน 27 ราย โดยให้บุคคลในครอบครัวจำนวน 40 ราย ได้รับ &ldquo;สิทธิบัตรทองฮีโร่&rdquo; ให้สามารถใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในขอบเขตเทียบเท่าสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ เพราะกำลังพลคือผู้เสียสละเพื่อชาติ ปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน ต้องได้รับการดูแลอย่างสมเกียรติ&nbsp;</p>

<p>#ครมอนุมัติงบกลาง #บรรเทาค่าครองชีพผู้มีสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ #เยียวยามอบสิทธิบัตรทองฮีโร่ #ดูแลครอบครัวกำลังพลชายแดนไทยกัมพูชา #สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง<img alt="" src="https://nongkhai.prd.go.th/cms/s169/u83/2026051329b817da8be7490774f478b1.jpg" style="width: 1080px; height: 1080px;" /></p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.prd.go.th/th/file/get/file/2026052001c64b25d4a7638d7f019c733614ef87115718.jpg' type='image/jpg' length='152437' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ - ศุภจี ปล่อยขบวนรถพุ่มพวง “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” กระจายสินค้าราคาประหยัดสู่ชุมชนทั่วประเทศ 15 พ.ค. - 14 มิ.ย. 69]]></title>
<link>https://nongkhai.prd.go.th/th/content/category/detail/id/6/iid/504801</link>
<guid isPermaLink="false">443f21179a392659035635beb32d081e</guid>
<pubDate>Tue, 19 May 2026 11:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ : พาณิชย์รถพุ่มพวง ลดราคาช่วยประชาชน&rdquo; พร้อมกับ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาพิเศษสู่ชุมชนทั่วประเทศ ผ่านรถพุ่มพวง ร้านค้าชุมชน และจุดบริการไปรษณีย์ไทย โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวง ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผู้ประกอบการ เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลที่เข้าถึงแหล่งจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดได้ยาก ตั้งเป้าช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชนไม่น้อยกว่า 280 ล้านบาท ครอบคลุมกว่า 4 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ขอให้ประชาชนมั่นใจและสามารถเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น ได้ระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม - 14 มิถุนายน 2569 โดยผู้ประกอบการรถพุ่มพวงจะได้รับการสนับสนุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงผ่านบัตร Fleet Card หรือ Top-up Card ของสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ได้รับการสนับสนุน 250 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 1,000 บาทต่อเดือน รถสามล้อพ่วงข้าง ได้รับการสนับสนุน 375 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 1,500 บาทต่อเดือน และรถกระบะ ได้รับการสนับสนุน 750 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 3,000 บาทต่อเดือน อีกทั้งยังได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น (Starter Kit) โดยรถกระบะจะได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 14 รายการ 64 ชิ้น รถสามล้อได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 14 รายการ 37 ชิ้น และรถจักรยานยนต์ได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 8 รายการ 22 ชิ้น เพื่อทดลองตลาดและช่วยลดความเสี่ยงในการเริ่มจำหน่ายสินค้า แต่ต้องจำหน่ายสินค้าในราคาตามที่กำหนด ติดป้ายแสดงราคาจำหน่ายอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าสามารถเข้าถึงสินค้าราคาพิเศษ และป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา ซึ่งจะช่วยลดราคาสินค้าให้ประชาชน และสร้างรายได้ให้รถพุ่มพวงและร้านค้าชุมชน<img alt="" src="https://nongkhai.prd.go.th/cms/s169/u83/images.jpg" style="width: 225px; height: 225px;" /></p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.prd.go.th/th/file/get/file/20260520b425d61ec25c42133a1652a7fde4ed07115447.jpg' type='image/jpg' length='15031' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน บรรเทาค่าครองชีพ ปรับโครงสร้างพลังงาน เสนอสภา  14 พ.ค. นี้]]></title>
<link>https://nongkhai.prd.go.th/th/content/category/detail/id/6/iid/500851</link>
<guid isPermaLink="false">318595712644e4ccf78651deadf153ff</guid>
<pubDate>Thu, 07 May 2026 13:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(5 พ.ค. 69) จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงและเสถียรภาพด้านพลังงานของโลก ส่งผลให้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตทางเศรษฐกิจที่มีลักษณะซ้อนทับและรุนแรง ซึ่งมีสาเหตุมาจากปัจจัยภายนอกประเทศ ได้แก่ วิกฤตพลังงานที่ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ภาวะราคาสินค้าและวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้นในวงกว้าง และการชะลอตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อภาคธุรกิจและภาคประชาชน ส่งผลต่อราคาสินค้า อาหาร ค่าครองชีพ และต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ฉุดกําลังซื้อของประชาชนและเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะชะลอตัวภายใต้เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจตกต่ำในระยะถัดไป อีกทั้ง ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงที่สุดอันดับต้น ๆ ในเอเชีย จึงจําเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยต้องลดการพึ่งพาการนําเข้าพลังงานอย่างเร่งด่วน เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ</p>

<p>กระทรวงการคลังพิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ลดความเสี่ยงต่อการหยุดชะงัก และสนับสนุนกำลังซื้อของประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางซึ่งมีข้อจำกัดด้านรายได้และความสามารถในการปรับตัวต่อภาวะค่าครองชีพ รวมถึงผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องจัดหาแหล่งเงินเพื่อนำมาแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ แม้รัฐบาลจะใช้มาตรการทางการคลังในกรอบงบประมาณที่มีอยู่ เพื่อแก้ไขสถานการณ์วิกฤตแต่จะไม่ทันการณ์ เนื่องจากไม่สามารถตอบโจทย์ได้ครบถ้วนทั้งในด้านขนาด (Scale) ความเร็ว (Speed) และความยืดหยุ่น (Flexibility) ที่ไม่เพียงพอและหากจะดําเนินการผ่านกระบวนการตรากฎหมายปกติจะไม่ทันต่อสถานการณ์และอาจก่อให้เกิดความเสียหายที่ยากต่อการแก้ไขในภายหลัง วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้เป็นวิกฤตซ้อนหลายระลอกต้องรับมืออย่างเร่งด่วน จํากัดผลกระทบไม่ให้ขยายตัวในวงกว้าง และยืดเยื้อ</p>

<p>คณะรัฐมนตรีจึงอนุมัติให้กระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจําเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเป็นการตราพระราชกําหนดตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และสอดคล้องกับมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 และให้ส่งสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน เพื่อบรรเทาผลกระทบอย่างตรงจุดในการช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ และปรับโครงสร้างพลังงานซึ่งเป็นประเด็นที่มีผลต่อวิกฤตโดยตรง ประกอบด้วย 2 แผนงานหลัก ดังนี้</p>

<p>แผนงานที่ 1 : มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน วงเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก โดยมุ่งตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายสําคัญคือประชาชน</p>

<p>ผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง เกษตรกร ผู้ประกอบการ SME รวมทั้งลดต้นทุนให้กับภาคการเกษตรเพื่อให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพต่อไปได้โดยไม่ถูกผลกระทบซ้ำจากต้นทุนที่สูงขึ้น และช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถประกอบอาชีพหรือดําเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส&rdquo; ที่ปรับสัดส่วนการร่วมจ่ายเป็นรัฐ 60% และประชาชน 40% เบื้องต้นกำหนดกรอบไว้ 30 ล้านคน คนละ 4,000 บาท โดยเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งปัจจุบันมีผู้อยู่ในระบบ 13.2 ล้านคน</p>

<p>จะมีการทบทวนการลงทะเบียนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ เนื่องจากฐานข้อมูลเดิมไม่ได้ถูกทบทวนมานานถึง 9 ปี เพื่อให้เงินช่วยเหลือพุ่งเป้าไปถึงมือกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำที่สุด ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ใหม่จะได้รับการช่วยเหลือในกรณีต่าง ๆ ตามสิทธิ์ของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และได้รับเงินเพิ่มเติมเข้าบัญชี 4,000 บาท คาดว่าจะสามารถเปิดให้ลงทะเบียนพร้อมกันในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้</p>

<p>แผนงานที่ 2 : มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก และพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม วงเงิน 200,000 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิล การใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก</p>

<p>ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต การใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</p>

<p>ลดการใช้พลังงานฟอสซิล ทําให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพ หรือส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก รวมทั้งสนับสนุนการติดตั้งสถานีบรรจุไฟฟ้า และการสร้างเศรษฐกิจใหม่ เพื่อช่วยการลดการพึ่งพิงพลังงานจากต่างประเทศและเพิ่มความยืดหยุ่น (Resilience) ต่อวิกฤตในอนาคต</p>

<p>นอกจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติหลักการร่าง พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ... แล้วยังเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน และเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการติดตามประเมินผลการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน โดยมอบหมายสำนักงบประมาณ ให้ตั้งงบประมาณ ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป เพื่อชำระดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายในการกู้เงิน การออกและการจัดการตราสารหนี้ภายใต้ร่าง พ.ร.ก. นี้ และมอบหมายให้สำนักงานพัฒนาระบบข้าราชการ (ก.พ.ร.) หารือร่วมกับ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) พิจารณากำหนดกลไกในการกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงหนี้สาธารณะและการกำกับติดตามและการประเมินผลโครงการ ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินโครงการเกิดผลสัมฤทธิ์ มีความโปร่งใส และตรวจสอบได้โดยให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ โดยมีปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมการ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อํานวยการสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่งตั้งไม่เกิน 3 คน (กรรมการ) และผู้อํานวยการสํานักงานบริหารหนี้สาธารณะ (กรรมการและเลขานุการ) ผู้แทน สศช. และ สศค. (ผู้ช่วยเลขานุการร่วม) เพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ อีกทั้ง กระทรวงการคลังยังได้กําหนดหลักการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้หลักการ 5T ได้แก่ Target ตรงจุด ใช้เงินตรงเป้าหมาย Transition เร่งรัดการเปลี่ยนผ่าน ลดความเปราะบางทางพลังงาน Transformation เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเน้นการลงทุนที่ช่วยให้เศรษฐกิจสามารถฟื้นตัว Transparent โปร่งใส ตรวจสอบได้ Together ขับเคลื่อนร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อให้เงินทุกบาทที่ใช้สร้างคุณค่าสูงสุดแก่ประชาชนและประเทศ</p>

<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แถลงยืนยันว่า หน้าที่ของรัฐบาล คือ หยุดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ &ldquo;ภาวะเงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจชะลอตัว&rdquo; หรือ stagflation ซึ่งต้องทำอย่างทันท่วงที จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษผ่านการออกพระราชกำหนด ภายใต้หลักกฎหมายที่ชัดเจนว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ด้วยหลักการและเหตุผลดังกล่าว พระราชกำหนด</p>

<p>ฉบับนี้จึงเป็นทั้งเครื่องมือในการพาประเทศผ่านวิกฤต และเป็นการวางรากฐานเพื่อลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยยังคงรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด แนวทางการแก้ปัญหาในครั้งนี้ แม้ไม่ได้ทำให้ปัญหาที่เป็นวิกฤตของโลกหายไป แต่จะทำให้คนไทยมีแรงรับมือกับปัญหาได้ดีขึ้น และเป็นการประคับประคองคนที่มีกำลังน้อยกว่า ให้สามารถเดินฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน อีกทั้งยังจะทำให้ประเทศไทยมีความเข้มแข็งขึ้น และมีความพร้อมสูงสุดในการรับมือกับปัญหาในอนาคต</p>

<p>ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญ &ldquo;วิกฤตปากท้อง&rdquo; ที่ไม่ได้มาเพียงระลอกเดียวแต่กำลังมาเป็นคลื่นต่อเนื่อง ระลอกแรก คือ ราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น ระลอกที่สอง คือ กำลังลุกลามไปสู่ต้นทุนอาหารและสินค้าต่าง ๆ ที่เพิ่มสูงขึ้น และระลอกที่สาม คือ กำลังซื้อของประชาชนที่เริ่มลดลง ส่งผลกระทบในลักษณะแรงบีบสองด้านต่อภาคธุรกิจและภาคประชาชนที่รายได้ลดลงแต่ต้นทุนกลับสูงขึ้น การตราร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ จะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้น และผลจากการปรับโครงสร้างทางพลังงานจะช่วยลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน เพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน และสามารถดึงดูดการลงทุนสู่ระบบเศรษฐกิจได้อีกด้วย จึงถือเป็นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างไปพร้อมกับการบรรเทาทุกข์ของประชาชน</p>

<p>ผลกระทบต่อหนี้สาธารณะและความยั่งยืนทางการคลัง แม้จะมีการกู้เงินเพิ่มเติมแต่สถานะทางการคลังของไทยยังอยู่ในกรอบที่บริหารจัดการได้ หลังการกู้เงินตามร่าง พ.ร.ก. นี้ แม้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP</p>

<p>จะเพิ่มขึ้นแต่ก็ยังตํ่ากว่าเพดานตามกฎหมายที่ร้อยละ 70 ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยสถานะหนี้สาธารณะคงค้างปัจจุบัน ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จำนวน 12,595,731 ล้านบาท คิดเป็น 66.09% ของ GDP การกู้เงินของรัฐบาลภายใต้ร่าง พ.ร.ก. กู้เงิน วงเงิน 400,000 ล้านบาท คาดว่าจะส่งผลให้หนี้สาธารณะปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ GDP ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 คิดเป็น 68.18% ของ GDP อีกทั้งได้มีการประมาณการโดยคำนึงถึงผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง คาดว่าจะส่งผลให้หนี้สาธารณะต่อ GDP ณ สิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 อยู่ที่ประมาณ 69.88% ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะ ที่กำหนดสัดส่วนหนี้สาธารณะคงค้างต่อ GDP</p>

<p>ไว้ไม่เกิน 70% รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ มีแผนการชำระหนี้ที่ชัดเจนและโปร่งใส และที่สำคัญคือการดำเนินการทุกประการยังอยู่ภายใต้กรอบความรับผิดชอบทางการคลัง</p>

<p>สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้จะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะนำเข้าชี้แจงในการประชุมสภาในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ทั้งนี้หน่วยงานต่าง ๆ ต้องเสนอโครงการเป็นไปตามวัตถุประสงค์ และ พ.ร.ก. ฉบับนี้จะมี 11 มาตรา แต่จะระบุวัตถุประสงค์ชัดเจน และคณะกรรมการกลั่นกรองจะดูโครงการก่อนนำเสนอ ครม. เห็นชอบ ซึ่ง พ.ร.ก. ฉบับนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน ตั้งเป้าพิจารณาโครงการที่เสนอทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายใน 30 กันยายน 2569 ส่วนกรอบเวลาเบิกจ่าย สามารถเบิกจ่ายเงินกู้ได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570</p>

<p><img alt="" src="https://nongkhai.prd.go.th/cms/s169/u83/202605061971d78810f7781611d08c5f.jpg" style="width: 526px; height: 526px;" /></p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.prd.go.th/th/file/get/file/20260507236577ae44de218c33c9a1e4120bbf76131304.jpg' type='image/jpg' length='46220' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. อนุมัติให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กู้ยืมเงิน 2 หมื่นล้าน เสริมสภาพคล่อง พยุงราคาพลังงาน]]></title>
<link>https://nongkhai.prd.go.th/th/content/category/detail/id/6/iid/500105</link>
<guid isPermaLink="false">8700e9362c4c5e4c5a06c31b76562ee4</guid>
<pubDate>Tue, 05 May 2026 11:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(28 เม.ย. 69) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) กู้ยืมเงินวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท และให้ สกนช. ดำเนินการกู้เงินได้เมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติแผนการบริหารหนี้สาธารณะด้วยแล้ว สืบเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ที่เริ่มมาตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้ปริมาณเชื้อเพลิงในตลาดโลกลดลง และราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อราคาขายปลีกในประเทศไทยและค่าครองชีพของประชาชน ทั้งนี้ จากข้อมูล ณ วันที่ 5 เมษายน 2569 ระบุว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีฐานะติดลบประมาณ 5.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้เงินชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทต่าง ๆ ค้างจ่ายให้แก่ผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิง รวมประมาณ 5.6 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ผู้ประกอบการขาดสภาพคล่อง กระทบต่อความสามารถในการจัดหาน้ำมัน และมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนในประเทศ</p>

<p>เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 จึงได้ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการกู้ยืมเงินของ สกนช. เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ในกรณีเกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีแผนการใช้จ่ายเงินกู้ 2 หมื่นล้านบาท ในช่วงเดือนมิถุนายน - สิงหาคม 2569 และแผนชำระหนี้เงินกู้ ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2571 - สิงหาคม 2574 ซึ่งการอนุมัติเงินกู้ครั้งนี้ เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง สามารถบรรเทาวิกฤตราคาพลังงาน ดูแลระดับราคาน้ำมันให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม และสอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดโลกในช่วงวิกฤตพลังงาน ซึ่งปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังต้องนำเงินมาชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้ข้อมูลล่าสุด วันที่ 28 เมษายน 2569 กระทรวงพลังงานรายงานว่า ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบ 62,617.87 ล้านบาท โดยเป็นการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 155.96 ล้านบาท</p>

<p>ส่วนสถานการณ์พลังงานโลก ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากความกังวล</p>

<p>ด้านอุปทานที่ตึงตัว หลังจากความพยายามในการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านต้องหยุดชะงักลง โดยประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ยกเลิกกำหนดการเยือนปากีสถานของตัวแทนเจรจา ขณะที่อิหร่านยังคงเดินหน้าปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก ประกอบกับตลาดยังคงเฝ้าระวังความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจลุกลามและพัวพันไปถึงอิสราเอลและเลบานอน สถานการณ์ความไม่แน่นอนทั้งหมดนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกเพิ่มสูงขึ้น คาดว่าราคาจะยังคงผันผวนและมีความอ่อนไหวสูงตราบใดที่เส้นทางการขนส่งในตะวันออกกลางยังไม่สามารถเปิดใช้งานได้ตามปกติ</p>

<p>ขณะที่ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศยังมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 101 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 21 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 38 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 17 วัน มีการผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1 - 26 เมษายน 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 75.45 ล้านลิตร และจำหน่าย 53.37 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอต่อการให้บริการประชาชน ส่วนราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศเมื่อเปรียบเทียบกับราคาน้ำมันขายปลีกของประเทศในกลุ่มอาเซียน ไทยมีราคาถูกกว่า โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 42.45 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 48.07 - 87.65 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 40.20 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย กัมพูชา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 43.54 &ndash; 118.56 บาทต่อลิตร</p>

<p><img alt="" src="https://nongkhai.prd.go.th/cms/s169/u83/688689203_1508414057737544_19098.jpg" style="width: 552px; height: 509px;" /></p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.prd.go.th/th/file/get/file/20260505abc03bda82a46103d60a3a55c5632969120219.jpg' type='image/jpg' length='43043' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบ "วาระแห่งชาติด้านพลังงาน" ค่าไฟ 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทรอบบิล มิ.ย.นี้ ส่งเสริมประชาชนติด Solar Rooftop ผลิตไฟฟ้าใช้เอง]]></title>
<link>https://nongkhai.prd.go.th/th/content/category/detail/id/6/iid/500102</link>
<guid isPermaLink="false">ed9e1ae7585fc28ccbff775f3dec5d83</guid>
<pubDate>Tue, 05 May 2026 11:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(28 เม.ย. 69) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการ &ldquo;วาระแห่งชาติด้านพลังงาน&rdquo; เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่ผันผวน และส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว ทั้งนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ประกอบกับความต้องการใช้พลังงานของโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปรับตัวเพิ่มขึ้น กระทบต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ซึ่งจากการประชุมคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ได้พิจารณาผลการรับฟังความคิดเห็นและมีมติเห็นชอบการปรับอัตราค่าไฟฟ้าตามสูตรค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่า Ft) สำหรับเรียกเก็บในงวดเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2569 โดยกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่า Ft) เรียกเก็บที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐาน ที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 จากราคา 3.88 บาทต่อหน่วย ในงวดปัจจุบัน ทั้งนี้ค่าไฟฟ้าที่ 3.95 บาทต่อหน่วย เป็นผลจากการที่ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นผู้รับภาระต้นทุนคงค้างสะสม (Accumulation Factor: AF) ไว้แทนประชาชนไปพลางก่อน จำนวน 35,928 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 50.94 สตางค์ต่อหน่วย) รวมกับการนำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินที่การไฟฟ้าเก็บรักษาไว้ (Claw back) ทั้งหมดจำนวนประมาณ 9,472 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 13.43 สตางค์ต่อหน่วย) มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลกจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ประกอบกับคำแถลงนโยบายรัฐบาลของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ได้กำหนดนโยบายสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศควบคู่กับการสร้างโอกาสและนำพาประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นที่เกี่ยวข้องด้านพลังงาน จึงเห็นควรดำเนินการตามข้อเสนอวาระแห่งชาติด้านพลังงาน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาค่าไฟฟ้าและส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้</p>

<p>1. มาตรการการบรรเทาผลกระทบราคาค่าไฟฟ้าของประชาชน เช่น การปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย ให้การใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก อัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ภายในเดือนมิถุนายน 2569 พร้อมทั้งมอบรัฐวิสาหกิจที่ประกอบกิจการก๊าซธรรมชาติภายใต้ใบอนุญาตจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย คิดราคาก๊าซธรรมชาติที่เรียกเก็บจากผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับโรงไฟฟ้าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (PP) และผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ที่มีสัญญาซื้อขายกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ในส่วนที่ผลิตไฟฟ้าเข้าระบบไฟฟ้าของการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง ตามจริงแต่ไม่เกินค่าเฉลี่ยราคาควบคุมที่ภาคนโยบายกำหนด (347.47 บาทต่อล้านบีทียู) สำหรับงวดเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2569 เพื่อลดผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าของประชาชน และให้นำส่วนต่างของราคาก๊าซธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริง (Pool Price) กับค่าก๊าซธรรมชาติที่เรียกเก็บไปทยอยเรียกคืนในการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้ารอบเดือนมกราคม 2570 เป็นต้นไป</p>

<p>ด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน มีเป้าหมายเพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนกว่า 23 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ สำหรับสูตรค่าไฟใหม่จะแบ่งการคิดราคาเป็นแบบขั้นบันไดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม เช่น กลุ่มที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยแรก จะคิดอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย กลุ่มที่ใช้ไฟ 201 - 400 หน่วย ใน 200 หน่วยแรกจะคิดอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ส่วนที่เกินจะคิดอัตราหน่วยละ 3.59 บาท ถูกลงกว่าเดิมร้อยละ 10 และกลุ่มที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยขึ้นไป จะคิดอัตราใหม่ที่หน่วยละ 5 บาท ซึ่งในวันที่ 29 เมษายน 2569 จะประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อนำเรื่องไปทำประชาพิจารณ์ โดยประชาชนจะจ่ายในอัตราค่าไฟใหม่สิ้นเดือนมิถุนายนนี้ พร้อมยืนยันว่า ประชาชนไม่ต้องกังวลเรื่องการเหมาจ่าย การคิดเงินจะเป็นระบบขั้นบันไดคล้ายกับการคำนวณภาษี คือทุกคนจะได้สิทธิ์ส่วนลดใน 200 หน่วยแรกเหมือนกันหมด ซึ่งไม่ได้หมายถึงการใช้ไฟเกิน 400 หน่วยแล้วจะต้องจ่ายหน่วยละ 5 บาททั้งหมดตั้งแต่หน่วยแรก ส่วนสาเหตุของการปรับโครงสร้างครั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาค่าไฟแพงที่เดิมผูกติดกับราคาก๊าซ LNG นำเข้าเพียงอย่างเดียว สูตรใหม่นี้คาดว่าจะช่วยลดค่าไฟโดยรวมได้ถึงร้อยละ 30-40 มาตรการนี้จะมีผลเฉพาะภาคครัวเรือนเท่านั้น ไม่รวมถึงภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม หรือผู้ที่ใช้มิเตอร์ประเภท TOU (มิเตอร์ที่คิดอัตราการใช้ไฟฟ้าแตกต่างกันตามช่วงเวลาการใช้)</p>

<p>2. มาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เช่น ส่งเสริมพลังงานสะอาด โดยส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) สำหรับภาคประชาชน เพื่อเป็นกลไกในการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าได้ด้วยตนเองและลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบหลัก ซึ่งประชาชนผู้ผลิตไฟฟ้าจาก Solar Rooftop สามารถขายไฟฟ้าส่วนที่เหลือเข้าระบบไฟฟ้าได้ และกำหนดหลักการการรับซื้อไฟฟ้าส่วนที่เหลือเข้าระบบไฟฟ้าจากโครงการดังกล่าวในรูปแบบ Net Billing (ระบบการคำนวณค่าไฟฟ้าแบบคิดแยกระหว่างค่าซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าเข้าสู่บ้าน กับค่าขายไฟฟ้าที่ผลิตจากโซลาร์เซลล์ให้การไฟฟ้า และนำเงินค่าขายไฟฟ้ามาหักลบกัน) และมอบหมายคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พิจารณาปรับปรุงลดขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้ง รวมทั้งกระบวนการขออนุญาตเชื่อมขนานกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคให้มีความรวดเร็ว ไม่เป็นอุปสรรคในการติดตั้งและจ่ายกระแสไฟฟ้ากลับเข้าระบบไฟฟ้า โดยปรับขั้นตอนการดำเนินงานให้เป็นรูปแบบการให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ทั้งนี้ กรณีที่มีการขายไฟฟ้าส่วนเหลือเข้าระบบไฟฟ้าให้ดำเนินการกระบวนการที่เกี่ยวกับขั้นตอนการอนุญาตต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน แต่หากเป็นกรณีที่ไม่มีการขายไฟฟ้าเข้าระบบไฟฟ้าให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน และให้พิจารณาลดหรือยกเว้นค่าธรรมเนียมการขอเชื่อมต่อระบบสำหรับประชาชนที่ประสงค์ขอติดตั้ง Solar Rooftop นอกจากนี้ยังส่งเสริมการติดตั้งในหน่วยงานรัฐในรูปแบบ ESCO Model (เจ้าของอาคารไม่ต้องลงทุนเอง) และปรับรูปแบบการรับซื้อไฟฟ้าจากระบบ Adder (การรับซื้อไฟฟ้าโดยให้เงินอุดหนุนเพิ่มเติมกับผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน) เป็น Feed-in Tariff (FiT) ให้เหมาะสม (อัตรารับซื้อไฟฟ้าคงที่ตลอดอายุโครงการ)</p>

<p>3. มาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน</p>

<p>1) การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลตั้งเป้าให้หน่วยงานภาครัฐลดการใช้พลังงานลงร้อยละ 20 พร้อมรายงานผลผ่าน <a attributionsrc="/privacy_sandbox/comet/register/source/?xt=AZZBP2SXkOBq1HEA87zJQ3CifpVeCR2YcB1s_zqKOUpWUmogjiZEaYsmsu3hVARmsZDtoWpresoKgbuzvI8lro6-6hGGcEbdGTiQ13mvsLWhAIO0VC0rwlcRUgYr1qKFTtmRONtv5eW7KOSRksmOFa30f3ZNDp0GYg04uflTs9s-kilIo1DciDhFHRtCdA5onJw8HeTpIBBvDlYXoIWgqJUmUDQnawNP7xNBHkic7OfbWkmsXkUQtKofjKhMRWAphPz3rUbRoUNeI6ef1Z9ajI1f3o7nq0QAqBXO59_1ZYZmKVhb7soXTyb2vDt-56VYF4ZwqHRGx7QhAYgSwJH8Vzd1S0LOzq25EfUcdOEx2fPDv7KVAtRMYEBC7YCPfBzygo4o7XIe9LpDNuqyLTzBVVcMfzh9HSatKzSOsNVGvI8SwkUB0F2uRtqZ9sgtJkQbS_694JYfRhJDObkC3WzI-lpwkFrYJV0NcLiIqTo4bQwMfdos4gtuOSUfF9mDoXrZozp--n3LHmDScaGKYelDnZeJYitjGjcNzGOTIyNDDmR1c5rZFWSfJzLdLsA7X9Yk-QNigIEQqxxxtuX56aocv1ViFYaii19HxjFLe94EFlreac56OH2w-QzkPBnKjWlr6ie32on3_GwUeNFOvx64sYeuAxCr2KRn6Lw_jaNAVLRZCd7SZjmXoYCtj8w-WbVqR4CxLZymjmjacfiDLZ-Ja27bi_Z8Xh9sfN-M_Saw-x6rrctMCy-iKsXLjhsWEFQbbDHy2CC_U-f1lFL_F37K8cXurzitDAtz1Uomtzm0E3oN4ls2YJjYNPtGwjuGlqrqu23Xgf-r5Xk7y7ustNH6uGdb3lHVRZBS4uToYoFAKtkVBofx6McXaYyoZ6z0de8lNt2Bcc1g9_7caj7bImno8IFYxbVAlrNst56dehqYNlL9IJvNo6t4inAvs3L3WcPHhiAkCxb6A3zAh8CyfZbpQx8tk_jA6WloIlF8bivC301V78MrjsVcFSVZYqP_HrxT_O2WRYi743pxaV7y5ShdSnxoTyHmFjBAUJESKqs-8h14Wty65C66YUZnQxL77bMUinwyfYzTatbMnKCL3dncRe95b0ME5ZtV5-SF--4smGCr9A" href="https://l.facebook.com/l.php?u=http%3A%2F%2Fwww.e-report.energy.go.th%2F%3Ffbclid%3DIwZXh0bgNhZW0CMTAAYnJpZBExdHpUMFhXenZidzhaUE9taHNydGMGYXBwX2lkEDIyMjAzOTE3ODgyMDA4OTIAAR78gxCFsTHNO0yZz5img-uj3F8eMYpWyydHFFsAH5q9ogFN2xiwfU-qP7jQ7g_aem_4Nuqz3EsJqLXDD3u9zZrxA&amp;h=AUB326P5NsToG9aFiz8y1slo4tDSZJA6P6oT42Fa_srU7Wtna4_5ZNG3uJvp7YpmqmEbcj81M62W1gp2ECLJIwSAjjMZMdsgJRvPE1puLYR1ooH6Sys6pSCLqFs8SduvNd-EakwECAwGYDG3&amp;__tn__=-UK-R&amp;c[0]=AUBzYz0bpR4UVMOhYz5ExhzdsJuY6IIh8nIito5XtPvUNA7EDblaZbula8KKz0P7JxuGwXAZX_Dext7jx2AR8Ocb64Y65hRbS3SpvZ4IeLqyxGVE6cqLxajWHSijrpc8Ki_iRiDLc_ksYiXra2dTa6xWzMkUQsDuDXBal_YAtw" original_target="http://www.e-report.energy.go.th/?fbclid=iwzxh0bgnhzw0cmtaaynjpzbexdhpumfhxenzidzhaue9tahnydgmgyxbwx2lkediymjazote3odgymda4otiaar78gxcfsthno0yzz5img-uj3f8emypwyydhffsah5q9ogfn2xiwfu-qp7jq7g_aem_4nuqz3esjqlxdd3u9zzrxa" rel="nofollow noreferrer" role="link" tabindex="0" target="_blank" wa-annotate="true" waprocessedanchor="true" waprocessedid="63hhdm">www.e-report.energy.go.th</a> เป็นประจำทุกเดือน แล้วให้กระทรวงพลังงาน โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงานทำหน้าที่กำกับดูแลและรวบรวมข้อมูลการใช้พลังงานของหน่วยงานภาครัฐในภาพรวมเสนอนายกรัฐมนตรีเป็นประจำทุก 6 เดือน (เดือนตุลาคม - มีนาคม และเดือนเมษายน - กันยายน) และเชื่อมโยงกับการประเมินผลผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ</p>

<p>2) ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน เช่น การเปลี่ยนไฟสาธารณะเป็นหลอด LED และระบบไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์ โดยมอบหมายให้กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพลังงานดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับระบบบริหารจัดการพลังงาน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานของประเทศในระยะยาว</p>

<p>3) การส่งเสริมการใช้และการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ การติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะ (Public Charging Station) และสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ ผ่านมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนสำคัญ การให้บริการระบบอัดประจุไฟฟ้า และการให้บริการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ มาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและสร้างตลาดในประเทศ มาตรการส่งเสริมการลงทุนในกิจการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าและการให้บริการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้มีจำนวนที่เพียงพอต่อความต้องการ ครอบคลุมและการกระจายตัวอย่างเหมาะสมในเชิงพื้นที่ การจัดทำมาตรฐานกำกับดูแลด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยที่เหมาะสม รวมทั้งการจัดทำแพลตฟอร์มกลางและแอปพลิเคชันกลางเพื่อเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลในภาพรวม อำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้สถานีอัดประจุไฟฟ้า และเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐและเอกชนต่อไป</p>

<p>4) ส่งเสริมพลังงานชีวภาพ (Bio Energy) โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนของเสียและวัตถุดิบทางการเกษตรเพื่อนำมาใช้ในการผลิตพลังงานสะอาดในรูปแบบของเชื้อเพลิงชีวมวล และก๊าซชีวภาพสำหรับผลิตพลังงานไฟฟ้าและความร้อน และเชื้อเพลิงชีวภาพในภาคขนส่ง อาทิ เอทานอล ไบโอดีเซลและเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ในรูปแบบ BCG Model (Bio-Circular-Green Economy) ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)</p>

<p>ทั้งนี้ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากมาตรการภาครัฐ จะช่วยบรรเทาผลกระทบของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ราคาพลังงานที่สูงขึ้น ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน ตลอดจนสนับสนุนให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศสามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างต่อเนื่อง เพิ่มทางเลือกในการใช้พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาและนำมาใช้ประโยชน์ อันจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่รูปแบบการใช้พลังงานที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น อีกทั้ง ยังช่วยลดการใช้ทรัพยากรพลังงานโดยรวมของประเทศ ส่งผลให้เกิดการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ ยังเป็นการวางรากฐานสำคัญในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศในอนาคต<img alt="" src="https://nongkhai.prd.go.th/cms/s169/u83/690170503_1508413804404236_20542.jpg" style="width: 552px; height: 510px;" /></p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.prd.go.th/th/file/get/file/2026050542ed4254a180a7011fbe4cdfd88090af120323.jpg' type='image/jpg' length='61882' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบตั้ง “กองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย” ขยายเวลาจ่ายเงินค่าปลงศพเหตุน้ำท่วมใต้ ถึง 8 มิ.ย.]]></title>
<link>https://nongkhai.prd.go.th/th/content/category/detail/id/6/iid/498007</link>
<guid isPermaLink="false">978e0ec87130af86bb6ef0753fd274c3</guid>
<pubDate>Mon, 27 Apr 2026 10:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(21 เม.ย. 69) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบการจัดตั้ง &ldquo;กองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย&rdquo; ขึ้นในกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดย &ldquo;แก้ไขเพิ่มเติม&rdquo; พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 เพื่อให้การสงเคราะห์ ช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องไม่ติดขัด เนื่องจาก พระราชบัญญัติดังกล่าว เป็นกฎหมายหลักที่ใช้มากว่า 18 ปี ถือเป็นกฎหมายหลักและเครื่องมือสำคัญ ที่กำหนดบทบาทและอำนาจรัฐในการจัดการสาธารณภัยให้มีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพ แต่ปัจจุบันภัยพิบัติเกิดถี่และรุนแรงขึ้น แม้รัฐมีการช่วยเหลือผ่านงบกลาง แต่ข้อจำกัดด้านงบประมาณทำให้การเยียวยาล่าช้า ตั้งแต่ปี 2546-2569 รัฐใช้งบช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติรวมประมาณ 123,667,000,000 บาท เฉลี่ยจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยพิบัติปีละประมาณ 5,300,000,000 บาท โดยเฉพาะในปี พ.ศ. 2569 รัฐบาลได้ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ จากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เป็นเงินทั้งสิ้น 25,099,404,000 บาท ส่งผลให้ประเทศต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยพิบัติ และสูญเสียโอกาสในการนำงบประมาณไปใช้เพื่อการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ</p>

<p>ดังนั้น การจัดตั้งกองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัยขึ้นในกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จะทำให้ &ldquo;มีแหล่งเงิน&rdquo; สำหรับการสงเคราะห์ ช่วยเหลือเยียวยา และฟื้นฟู</p>

<p>ผู้ประสบสาธารณภัยได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และต่อเนื่อง เกิดความยืดหยุ่น ลดขั้นตอนกระบวนการในการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยา ซึ่งจะเป็น &ldquo;หลักประกัน&rdquo; ความต่อเนื่องด้านการคลัง ลดภาระงบประมาณของรัฐบาล และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงบประมาณของประเทศนำไปสู่การฟื้นฟูที่ดีและปลอดภัยกว่าเดิม รวมถึงเยียวยาได้ทุกกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง</p>

<p>ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภามุ่งพัฒนาระบบการดูแลประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติให้ครอบคลุมประชาชนทุกครัวเรือน โดยออกแบบกลไกการบริหารจัดการที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ คำนึงถึงความยั่งยืนทางการคลัง และสามารถให้ความคุ้มครองและเยียวยาผลกระทบได้อย่างรวดเร็ว เป็นธรรม</p>

<p>นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังมีมติเห็นชอบให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 เรื่องขอความเห็นชอบในหลักเกณฑ์ แนวทางและอัตราการจ่ายเงินค่าปลงศพผู้ประสบอุทกภัย และขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อจ่ายเงินค่าปลงศพผู้ประสบอุทกภัยเพิ่มเติม ในส่วนที่กำหนดให้ &ldquo;ให้จังหวัดที่มีผู้ประสบอุทกภัยเสียชีวิตเร่งรัดดำเนินการตามหลักเกณฑ์และช่วยเหลือให้แล้วเสร็จ ภายใน 90 วัน ตั้งแต่วันที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม&rdquo; โดยขอขยายระยะเวลาในการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีออกไปจนถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เสนอ</p>

<p>ทั้งนี้ มติคณะรัฐมนตรีเดิมเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 เห็นชอบและอนุมัติกรอบวงเงิน เพื่อจ่ายเงินค่าปลงศพผู้ประสบอุทกภัย ตั้งแต่วันที่ 17-30 พฤศจิกายน 2568 จำนวนเงิน 164,000,000 บาท ในพื้นที่จังหวัดสงขลา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และตรัง โดยให้จังหวัดที่มีผู้ประสบอุทกภัยเสียชีวิตดังกล่าวเร่งรัดดำเนินการ ซึ่งระยะเวลาการช่วยเหลือฯ สิ้นสุดลงในวันที่ 10 มีนาคม 2569 แต่การดำเนินการจ่ายเงินค่าปลงศพให้แก่ทายาทผู้ประสบอุทกภัยยังไม่เสร็จสิ้นและไม่สามารถดำเนินการได้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยข้อมูล ณ วันที่ 16 เมษายน 2569 พบว่า การจ่ายเงินค่าปลงศพผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ 9 จังหวัด ที่ผ่านมา จำนวน 54 ราย ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ จำนวน 1 ราย คงเหลืออยู่ระหว่างจังหวัดดำเนินการ จำนวน 109 ราย บางส่วนที่ตกค้างเนื่องจากต้องตามหาญาติ และบางส่วนครอบครัวผู้เสียชีวิตยังตกลงไม่ได้ที่จะให้ใครเป็นผู้รับเงินค่าปลงศพ จึงยังไม่ได้ส่งข้อมูลมาที่ ปภ. ตามกำหนดเวลาการจ่ายเงินค่าปลงศพ จึงให้ขยายระยะเวลาออกไปถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2569 เพื่อให้ครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากกรณีอุทกภัยได้รับการเยียวยาอย่างทั่วถึง และเป็นธรรม</p>

<p><img alt="" src="https://nongkhai.prd.go.th/cms/s169/u83/2026042242faeaaa104799c4cadd8210.jpg" style="width: 526px; height: 526px;" /></p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.prd.go.th/th/file/get/file/20260427744c3c53e011ce8f3767b38366237c05105517.jpg' type='image/jpg' length='63124' />
</item>
</channel>
</rss>
